 Trip to Kamakura on 11 Aug. 2008  
 The Kyoto of Eastern Japan (Part I)  
. 
. โฮะๆๆ วันนี้ก็ได้ฤกษ์อีกวันที่แสนจะว่างมากกกกกกกกกกก ก็ได้โอกาสมาอัพบล็อกท่องเที่ยวต่อในวันครบรอบการทำบล็อกอย่างเป็นทางการมา 2 ปีเคอะ หุหุ เอาล่ะเคอะ เรามาเที่ยวกันต่อดีกว่าเนาะ จากคราวก่อนที่อัพเกี่ยวกับการไปดูคอนของหนุ่มๆ w-inds. ที่รักแล้ว วันถัดจากดูคอน พวกเราก็รีบตื่นกันแต่เช้า (แต่ออกสายซะงั้น) เพื่อรีบจับรถไฟไปยังเป้าหมายตามแพลนของวันนี้ แพลนคร่าวๆ ก็มีอยู่ว่า เที่ยวชมเมืองแห่งประวัติศาสตร์ นมัสการไหว้พระตามวัดต่างๆ เที่ยวเกาะและทะเล รวมทั้งร่วมชื่นชมกับเทศกาลดอกไม้ไฟฮานาบิแห่งฤดูร้อน ณ เมืองคามาคูระ หรือ เกียวโตแห่งญี่ปุ่นตะวันออกแห่งนี้......
ก่อนอื่น เรามารู้จักเมืองคามาคูระอย่างคร่าวๆ กันก่อนดีกว่าเนาะ  . 
. คามาคูระ เป็นเมืองชายทะเลแห่งหนึ่งในจังหวัดคานางาวะ (Kanagawa prefecture) ใช้เวลาเดินทางจากโตเกียวลงมาถึงที่นี่ไม่ถึงชั่วโมง คามาคูระเดิมเป็นเมืองศูนย์กลางการเมืองการปกครองของญี่ปุ่นมาตั้งแต่เมื่อคราวที่ มินาโมโตะ โยริโตโมะ (Minamoto Yoritomo) เลือกให้เมืองนี้เป็นที่ตั้งของรัฐบาลใหม่ของเขาในปี 1192 รัฐบาลแห่งคามาคูระเรืองอำนาจและปกครองญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องมากว่าศตวรรษ โดยคราแรกอยู่ภายใต้การปกครองของโชกุนแห่งมินาโมโตะ และต่อมาก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลโฮโจ (Hojo regents) หลังจากการล่มสลายของรัฐบาลแห่งคามาคูระในศตวรรษที่ 14 ผู้นำใหม่แห่งรัฐบาลอาชิคางะ (Ashikaga) แห่งเกียวโต ก็ได้ตั้งเมืองใหม่ขึ้น คามาคูระยังคงเป็นศูนย์กลางการปกครองแห่งญี่ปุ่นตะวันออกในบางช่วงเวลา ก่อนที่จะสูญเสียสถานภาพให้กับเมืองอื่นๆ อย่างสมบูรณ์ในเวลาต่อมา ในปัจจุบัน คามาคูระเป็นจุดหมายแห่งการท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมากแห่งหนึ่ง บางครั้งก็รู้จักกันในนามของ "เกียวโตแห่งญี่ปุ่นตะวันออก" ในเมืองคามาคูระเต็มไปด้วยวัด ศาลเจ้า และอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์อย่างมากมาย นอกจากนี้ หาดทรายที่คามาคูระยังเป็นที่ดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้มาพักผ่อนในช่วงฤดูร้อนอีกด้วย (แปลจาก http://www.japan-guide.com โดยข้าพเจ้าเองเคอะ) มามะๆ เมื่อเรารู้ประวัติคร่าวๆ ของเมืองแล้ว ก็จะได้เที่ยวเมืองอย่างสนุกสนาน ไปเที่ยวกันได้แล้วล่ะเคอะ โฮะๆๆ  . 

พอออกจากโรงแรมที่พัก ตอนประมาณ 9 โมงกว่าๆ ได้ เราก็มุ่งหน้าสู่สถานีโยโกฮาม่า เพื่อนั่งรถไฟ JR สาย Yokosuka Line กัน 
ตั๋วรถไฟ JR ที่ลองกดเองเป็นครั้งแรก (ทุกทีจะใช้บัตร JR Pass ก็เลยไม่เคยได้กดเองซักที) จากสถานีโยโกฮาม่า ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ก็จะถึงจุดหมายที่เมือง Kita-Kamakura ค่าโดยสารราคา 290 เยน 
พอขึ้นมารอรถไฟได้แป๊บๆ ก็เริ่มเอะใจว่า รถไฟแต่ละขบวนจะเขียนแต่ชื่อสถานีปลายทางเอาไว้ พยายามจะมองป้ายด้านบนที่เขียนชื่อสถานีต่างๆ ก็มองไม่เห็น แถมยังลืมเอาแผนที่ชื่อสถานีรถไฟสาย JR ทั้งหมดมาอีกด้วย ก็เลยต้องกลับลงมาถามเจ้าหน้าที่สถานีด้านล่างอีกรอบเคอะ 
พอถามได้เรื่องราวแล้ว ก็กลับขึ้นมารอกันใหม่อีกรอบ เจ้าหน้าที่สาวที่นี่พูดอังกฤษได้เก่งมากเลย แนะนำสายรถไฟต่างๆ ให้ด้วย รถไฟขบวนของเราสาย Yokosuka Line จะเข้าเทียบแพลทฟอร์มที่ 9 เจ้าค่ะ 
และแล้วรถไฟสายสีซิลเวอร์คาดไอโวรี่ (ก็สีเงินคาดสีนวลงาช้างนั่นแหละเคอะ หุหุ) ก็เข้าจอดเทียบท่าตอน 10.35 น. พอดิบพอดี 
ภายในรถไฟ JR สาย Yokosuka Line เจ้าค่ะ 
ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เราก็ถึงที่หมายเรียบร้อย 
บรรยากาศออกแนวชนบทมากๆ เลย ธรรมชาติดีจริงๆ เจ้าค่ะ หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมถึงไม่ลงที่สถานีคามาคูระเลย สถานีคิตะคามาคูระจะถึงก่อนสถานีคามาคูระ 1 สถานี (คิตะ แปลว่า เหนือ) ซึ่งโดยปกติการเที่ยวชมเมืองคามาคูระ ก็จะไล่จากเหนือลงใต้ และจะเริ่มที่สถานีคิตะคามาคูระก่อน เพราะข้างๆ ติดๆ กันเลยนั้น ก็จะเป็นวัดที่ 1 ที่ต้องไม่พลาดที่จะแวะชมเจ้าค่ะ 
เดินมาถึงบริเวณทางออกสถานี ก็แอบตกใจ 555 เพราะหากอยู่ในสถานีตามเมืองใหญ่ๆ หรือเมืองหลักๆ เวลาจะคืนตั๋ว เราก็จะสอดตั๋วคืนที่ช่องตรงเครื่องบริเวณทางออกสถานีชิมิล่ะเคอะ แต่ว่าที่นี่ยังใช้แรงงานคนอยู่เลยเจ้าค่ะ เวลาจะออกจากสถานี เราก็เอาตั๋วมาคืนที่ช่องหน้าต่างบริเวณทางออกแบบนี้แหละค่ะ จริงๆ แล้ว ก็คงเป็นนโยบายให้ผู้สูงอายุยังคงมีงานทำกันน่ะค่ะ 
ป้ายบอกทางและแสดงตำแหน่งของวัดต่างๆ ในเมืองคามาคูระ 
ป้ายอีกแบบเจ้าค่ะ ข้างๆ กันเลย เป็นรูปสีๆ ให้ดูเข้าใจง่ายมากขึ้น 
พอเดินมาอีกไม่กี่ก้าว ก็ถึงวัดแรกเลยค่ะ วัด Engakuji Temple 
บริเวณทางขึ้นวัดค่ะ วัดต่างๆ แถวๆ นี้ จะอยู่ติดริมถนนเลย จะถ่ายรูปที คนถ่ายต้องแอบระวังข้างหลัง แบบรถวิ่งไปมาตลอดเวลาอ่ะเคอะ 
ประตูทางเข้าชั้นบนสุดบันได ดูโบราณดีจริงๆ 
บรรยากาศแสนร่มรื่นภายในวัด ทางซ้ายมือจะเห็นร้านขายของที่ระลึกและเครื่องรางประจำวัดแห่งนี้ วัด Engakuji เป็น 1 ใน 5 วัดสำคัญของนิกายเซน (Zen Temple) ในเมืองคามาคูระ เป็นวัดสำคัญอันดับที่ 2 ของวัดนิกายเซน 
จากนั้น ก็เดินต่อยังเป้าหมายต่อไป วัด Meigetsuin Temple 
เราก็เดินเรื่อยๆ เลียบทางรถไฟไปแบบนี้ หุหุ 550 เมตรเท่านั้นเคอะ ( ) 
พอมาถึงทางแยก เราก็เลี้ยวเข้าซอยกันเลย ภายในซอยมีแต่บ้านแบบโบราณๆ สไตล์นี้ทั้งนั้นเลย เห็นหลังนี้ ยังมีต้นเมเปิ้ลใบไม้แดงอยู่เลยเคอะ (ตอนนี้มันกลางหน้าร้อนอ่ะเคอะพี่น้อง ) อะเมซซิ่งมากๆ สวยจริงๆ เจ้าค่ะ 
ถนนในซอยสู่วัดสายนี้ เงียบสงบมากเลย เต็มไปด้วยสีเขียวจริงๆ เคอะ 
คาดว่าน่าจะเป็นร้านแนวคอฟฟี่ช้อปอ่ะนะเจ้าคะ ตกแต่งได้สวยงามดีจริงๆ ตั้งอยู่ในซอยวัดนี่แหละเคอะ 
ถึงแล้วเจ้าค่ะ เป้าหมายของเรา 
จริงๆ แล้ว วัดนี้ไม่ได้มีอะไรสำคัญมากนักหรอกค่ะ แต่ที่แวะเข้ามาชม เพราะวัดนี้มีชื่อเสียงทางด้านความงามของดอก hydrangea ซึ่งจะมีอยู่เต็มไปหมดเลยเคอะ แต่ตอนที่ไป ดอกโรยหมดแล้ว ดอกไม้ชนิดนี้รู้สึกว่า จะบานกันในเดือนมิถุนายนน่ะเจ้าค่ะ 
บ้านเรือนภายในซอย อย่างกับหลงไปอยู่ในยุคปลายสมัยเมจิยังไงยังงั้นเลย 
ในซอยนี้ จะมีดอกไม้แบบนี้ บานกันอยู่เต็มไปหมดเลย สวยมากเลยเคอะ 
หลังจากออกจากซอยแล้ว เราก็เดินเลียบถนนต่อไปเรื่อยๆ จนมาเจอ "ดงตู้ขายของอัตโนมัติ"!!! แบบไม่เคยเห็นเรียงกันเยอะแยะขนาดนี้มาก่อนเลย เห็นแล้วไม่รู้จะกดตู้ไหนดี โฮะๆๆ 
สองข้างทางก็จะมีแต่ร้านขายของที่ระลึกแบบนี้ค่ะ 
นี่ก็ร้านขายขนมปังแบบแนวเซมเบะ แล้วก็พวกขนมปังกรอบหน้าตุ๊กตาต่างๆ ค่ะ 
ทางขึ้นวัดอีกแห่งหนึ่งเจ้าค่ะ แต่จำไม่ได้แล้วว่าชื่อวัดอะไร แบบอยู่อีกฟากถนน ก็เลยไม่ได้ข้ามไปดูเลย 
และก็เดินมาถึงเป้าหมายอีกแห่งหนึ่งแล้ว ข้างหน้านั่นเลยเคอะ 
วัด Kenchoji Temple 
ป้ายบอกแผนที่ภายในวัดเจ้าค่ะ สวยน่ารักดีจริงๆ เนาะ 
ทางเข้าวัดสู่ด้านใน ประตู Somon หรือ General Gate ค่ะ รูปแบบประตูมาจากประตูเดิมที่วัด Hanju Zanmai-in Temple ที่เกียวโต 
พอผ่านเข้ามา ก็จะเห็นทางซ้ายมือเป็นร้านขายของที่ระลึกและเครื่องรางประจำวัดแห่งนี้ 
ทางขวามือก็จะเป็นที่ขายบัตรผ่านประตูเข้าชมภายในบริเวณวัดด้านใน 
บัตรผ่านประตูเข้าชมวัด Kenchoji ราคา 300 เยน 
พอเข้ามาด้านในแล้ว ก็จะเห็นประตู Sanmon หรือ Main Gate สร้างในปี 1754 โดย Bantetsu หัวหน้านักบวชแห่งวัดนี้ในสมัยนั้น มีตำนานเล่ากันมาว่า ตัว Badger (หน้าตาเป็นแบบนี้อ่ะค่ะ http://en.wikipedia.org/wiki/Badger แต่ตามคำภาษาญี่ปุ่น เค้าเรียกว่า ตัวทานุกิ) ต้องการตอบแทนบุญคุณของนักบวชแห่งวัด Kenchoji ก็เลยแปลงร่างมาเป็นพระนักบวช มาช่วยสร้างประตูนี้ด้วย เพราะงั้นก็เลยรู้จักกันในอีกชื่อว่า Tanuki Mon หรือ Badger's Gate ตอนยืนอยู่ใกล้ๆ ประตูยิ่งใหญ่อลังการมากเลยค่ะ 
ด้านข้างๆ ประตู Sanmon ก็จะมีหอระฆัง Bonsho (Temple Bell) อยู่ค่ะ ระฆังนี้สร้างในปี 1255 และจารึกคำของ Rankei Doryu ผู้ก่อตั้งวัดแห่งนี้ขึ้นเอาไว้ และให้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติโดยรัฐบาลญี่ปุ่นด้วย 
จากหอระฆัง เดินผ่านประตู Sanmon ก็จะมาเจอกับ Butsuden หรือ Buddha Hall เดิมอาคารไม้หลังนี้ สร้างไว้ที่วัด Zojo-ji Temple ที่เกียวโต แล้วก็ถูกย้ายมาไว้ที่นี่ชิ้นต่อชิ้นจนเสร็จสิ้นในปี 1647 
ภายในมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ ถือเป็นตัวแทนของ Jizo Bosatsu (Kshitigarbha Bodhisattava) 
เดินออกมาด้านข้าง ก็จะเห็นประตู Karamon หรือ Chinese Gate ซึ่งก็ถูกย้ายมาพร้อมๆ กับ Butsuden จากเกียวโตเช่นกันค่ะ 
ลายตรงประตูไม้ ตรงทางออกของวัด ดูคลาสิคมากๆ เลย เนื่องจากเวลาเรามีไม่มากนัก ก็เลยไม่ได้เดินเข้าไปชมจนถึงอาคารหลังสุดท้าย ด้านหลังยังมีสระน้ำและต้องเดินเหมือนขึ้นเขาไปอีก สำหรับวัดนี้ เป็นวัดสำคัญ 1 ใน 5 ของวัดนิกายเซน และสำคัญเป็นอันดับที่ 1 ของวัดนิกายเซนอีกด้วย 
ออกจากวัด ก็เดินๆๆ ต่อกันเลยเคอะ ( ) 
เราก็เดินลงใต้มาเรื่อยๆๆ ทางเดินเหมือนเดินขึ้นลงเขาแบบนั้นเลยอ่ะเคอะ 
ร้านคอฟฟี่ช้อปข้างทางเจ้าค่ะ แต่งร้านสวยดีจังเลย 
เดินมาจนถึงจุดหมายอีกแห่งหนึ่งแล้วเจ้าค่ะ 
ก่อนอื่น ก็ต้องล้างมือชำระทำความสะอาดให้ทั้งกายสะอาดและใจสะอาดก่อนเข้าศาลเจ้ากันนะเคอะทุกท่าน 
ทางขึ้นสู่ศาลเจ้า Tsurugaoka Hachimangu Shrine แต่ขออธิบายนิด ทางเข้าทางนี้เป็นทางเข้าด้านหลังอ่ะนะเคอะ หากอยากเข้าทางเข้าหลัก ต้องเดินอ้อมไปอีกไกลเลย หรือไม่ก็ต้องลงรถไฟที่สถานีคามาคูระ แล้วก็เดินย้อนกลับขึ้นมาอีกทาง ก็จะเจอทางเข้าด้านหน้า สุดถนนสายช้อปปิ้งในเมืองเลยเจ้าค่ะ 
ศาลเจ้า Tsurugaoka Hachimangu Shrine เป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโต (Shinto) ที่สำคัญที่สุดในเมืองคามาคูระ 
ที่ผูกใบเซียมซีภายในบริเวณศาลเจ้า 
นี่ก็เช่นกันค่ะ พอดีวันที่ไปนั้น เป็นงานเทศกาลดอกไม้ไฟฮานาบิ (The 60th Kamakura Fireworks Festival ที่จัดขึ้นบริเวณริมหาด Yuigahama) พอดิบพอดี จะเห็นสาวๆ (และหนุ่มๆ ด้วย เพียงแต่ไม่เยอะเท่าสาวๆ อ่ะเคอะ) พากันแต่งชุดยูกาตะเดินกันทั่วเมืองเลย น่ารักจริงๆ อยากใส่เดินแบบนี้บ้างจังเลยเคอะ 
หน้าอาคารหลักค่ะ ภายในจะมี treasure house ซึ่งเป็น museum ของศาลเจ้าแห่งนี้ 
มิโกะประจำศาลเจ้า จริงๆ จะเห็นมิโกะนั่งกันอยู่ในร้านขายของที่ระลึกและเครื่องรางอ่ะนะเคอะ 
ที่แขวนป้ายคำอธิษฐานเจ้าค่ะ อยู่ตรงข้ามร้านขายเครื่องรางพอดี 
ร้านขายของที่ระลึกและเครื่องรางด้านบน ข้างอาคารหลักค่ะ น้องสาวก็แวะซื้อเครื่องรางรูปดอกซากุระของศาลเจ้าแห่งนี้ด้วย น่ารักมากเลย 
ตู้ขายบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์แบบอัตโนมัติ ใช่แล้วเคอะ ก็เหมือนตู้หยอดเหรียญทั่วไปนั่นแหละเคอะ หยอดไป 200 เยน บัตรก็จะออกมาเคอะ 
หลังจากซื้อบัตรแล้ว ก็ไปเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ทางซ้ายมือได้เลยเจ้าค่ะ 
กลองโบราณ ตั้งอยู่ด้านนอกตัวอาคารหลัก 
ภาพมุมสูงจากบริเวณอาคารหลักของศาลเจ้า จริงๆ เป็นจุดชมวิวเมืองคามาคูระ จะเห็นถนนคนเดินสาย Wakamiya Oji Street อยู่เบื้องหน้าด้วย 
ที่เก็บถังเหล้าสาเกที่ใช้เปิดในงานเทศกาลประจำปี (จำได้ว่างั้นนะเคอะ) 
หลังจากลงมาจากด้านบนแล้วเจ้าค่ะ 
ร้านขายของที่ระลึกและเครื่องรางด้านล่าง 
ที่ล้างมือชำระกายใจให้สะอาดก่อนขึ้นศาลเจ้า จริงๆ ด้านล่างนี้ คือ ทางเข้าหลักด้านหน้านั่นเอง เข้ามาจากทางด้านหน้า ก็ต้องมาที่นี่ก่อนนะเคอะ 
แผนที่บอกตำแหน่งต่างๆ ภายในศาลเจ้า และสถานที่สำคัญๆ ในเมือง 
ตรงบริเวณทางเข้าหลักด้านหน้าของศาลเจ้าค่ะ 
พอหันหลังกลับมา ก็จะเจอถนนคนเดินสายนี้เลย Wakamiya Oji Street ที่ปลูกต้นซากุระเอาไว้ตลอดทั้งแนว ฤดูใบไม้ผลิที่ซากุระบานคงจะสวยน่าดูเลยค่ะ 
ริมถนนก็จะเห็นรถลากพาชมเมืองคามาคูระ จริงๆ รถลากแบบนี้ ก็สามารถเห็นได้โดยทั่วไปตามเมืองท่องเที่ยวอ่ะนะคะ ยังไม่เคยใช้บริการซักที เพราะกลัวพูดกันไม่รู้เรื่อง 555  . 
. คราวหน้าจะพาชมภายในเมืองคามาคูระ และเที่ยววัดพระใหญ่ Daibutsu รวมทั้งเที่ยวเกาะ Enoshima ด้วยเจ้าค่ะ หุหุหุ  . 
|