Trip to Yokohama for w-inds. Live Tour 2008
Minato Mirai 21 Area & w-inds. PV Locations
โฮะๆๆ มาแล้วนะเคอะ พาร์ทที่ 3 ที่ทุกท่านรอคอย หุหุหุ ( ใครรอกันเคอะ?!?!) เอาล่ะน้อ ไปอ่านต่อกันเลยเค้อออ 
หลังจากออกจากบริเวณตึกอิฐแดงกันแล้ว พวกเราก็มุ่งหน้าสู่จุดหมายยามบ่ายต่อไป ย่าน Minato Mirai 21 Area คือบริเวณย่านช้อปปิ้งคอมเพล็กซ์สุดล้ำสมัย ประกอบด้วยตึกอาคารทรงล้ำยุคมากมาย อันได้แก่ อาคารลดหลั่นลำดับ 3 ตึกที่เรียกรวมกันว่า Queen's Square Yokohama และอาคาร Yokohama Landmark Tower รวมทั้ง Pacifico Yokohama ด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีมิวเซี่ยมหรือพิพิธภัณฑ์ต่างๆ มากมายในบริเวณนี้อีกด้วยค่ะ พอเดินมาเรื่อยๆ ไม่นาน สวนสนุก Yokohama Cosmo World ก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของเราแล้วค่ะ สวนสนุกแห่งนี้ก็ถือเป็นธีมพาร์คที่น่าเที่ยวแห่งหนึ่งเลยค่ะ มีชิงช้าสวรรค์ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในชิงช้าสวรรค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย สามารถจุคนได้ 480 คน และสูง 112.5 เมตร ส่วนค่าบัตรผ่านประตูสวนสนุกนั้น...ฟรีค่ะ!!! หุหุหุ
พอมาถึงตรงแยกก็จะเห็น Yokohama World Porters อยู่ทางซ้ายมือค่ะ อาคารนี้มีสโลแกนที่น่ารักเชียวค่ะ "You will see different worlds right here." ก็หมายความว่า โลกหลากมุมรอคุณอยู่ที่นี่แล้ว ที่นี่ก็มีร้านค้าต่างๆ มากมายราวๆ 160 ร้านได้ ทั้งแฟชั่น อาหารและความบันเทิงต่างๆ รวมทั้งโรงหนัง ก็สามารถหาได้จากภายในตึกนี้แหละคร้า
จากนั้นเราก็เดินข้ามถนนมาทางขวามือ ก็จะเจออาคาร Hot Spa ชื่อดัง Yokohama Minato Mirai Manyo Club ค่ะ ก็เหมือนเป็นร้านสปาและอาบน้ำแร่แช่น้ำพุร้อนประมาณนั้นอ่ะค่ะ จริงๆ มีถ่ายรูปเอาไว้ แต่ว่าเผอิญมีนางแบบนั่งพักเหนื่อยจวนเจียนจะเป็นลมอยู่แล้นนนค่า ก็เลยเอาลงมิได้ 55555 ส่วนในภาพก็เป็นบรรดากระถางต้นไม้ที่แสนจะน่ารักเรียงรายอยู่หน้าทางเข้าสปาด้านล่างค่ะ
หลังจากพักเหนื่อยกันพอควรแล้ว เราก็เริ่มแพลนต่อไปกันเลยเคอะ เป้าหมายข้างหน้าย่านคอมเพล็กซ์ซิตี้ Queen's Square คร้า
บนสะพานข้ามแม่น้ำเคอะ ตึกทรงเรือใบ Pacifico Yokohama รอเราอยู่ข้างหน้าแล้วเคอะ
Pacifico Yokohama หนึ่งในศูนย์ประชุมอเนกประสงค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประกอบด้วยห้องประชุมขนาดใหญ่ โถงแสดงนิทรรศการ โรงแรมและฮอลล์ที่ใช้ในการแสดงต่างๆ อีกด้วย และยังเป็นสถานที่ที่หนุ่มๆ w-inds. มาใช้เปิดการแสดงคอนเสิร์ตฤดูร้อน 2008 รอบแรกอีกด้วยค่า
จากนั้นก็เดินย้อนกลับขึ้นมาด้านขวามือกันอีกครั้ง เพื่อเริ่มปฏิบัติการตามรอยหนุ่มๆ กันอย่างจริงจังซะทีเคอะ หุหุหุ แต่ว่าตอนนี้ก็ค่อยๆ เดินๆ หากันไปเรื่อยๆ อ่ะนะคะ เพราะออกแนวงงๆ กับแผนที่อยู่เล็กน้อย แบบว่าเดินไปต้องลุ้นต้องมองไปตลอดทางเลย จนเห็นป้ายรถเมลล์ของที่นั่น สไตล์น่ารักจริงๆ เลยค่ะ โอ๊ะ...ทางฝั่งตรงข้าม สังเกตเห็นแนวสังกะสีกั้นเขตก่อสร้างสีขาวที่ยาวเหยียดนั่นมั้ยเอ่ย คุ้นๆ ตากันบ้างมั้ยคะๆ หุหุหุ หากตอนนี้ยังจำมิได้ มิเป็นไรคร้า เดี๋ยวเฉลยจะตามมาติดๆ ในไม่ช้านี้เอ๊งงง
แนวสังกะสีด้านฝั่งตรงข้ามน่ะค่ะ พอดีสังเกตว่ามีการเพ้นท์สัญลักษณ์โลโก้สำหรับงานฉลองครบรอบ 150 ปีของโยโกฮาม่าในปี 2009 นี้เอาไว้ด้วย ก็เลยถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึกล่วงหน้าซะเลย เอ...ว่าแต่ ใกล้ขนาดนี้ เริ่มคุ้นกันบ้างแล้วยังเอ่ย หุหุหุ
เดินมาเรื่อยๆ บริเวณนี้ทั้งโซนจะเรียกว่าย่าน Queen's Square ทางซ้ายมือก็จะเริ่มตั้งต้นตั้งแต่อาคาร Queen's Tower C ต่อมาด้วย Queen's Tower B และ Queen's Tower A ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาหมู่ตึกทั้งสามนี้ แต่ด้วยเวลาอันแสนจะจำกัดนะเคอะ พวกเราเลยยังไม่ได้แวะยลข้างในกันเลยอ่ะคร้า โฮฮฮฮฮฮฮ
และพอเดินกันมาได้จนสุดบล็อกถนนนี้ สายตาก็พลันประสบพบรัก เอ๊ยยย พบกับป้ายชื่อบอกสถานที่ที่พวกเราตามหากันอยู่นานสองนานนั่นเอง Yokohama Museum of Art
ตอนนี้ก็พยายามเล็งหาสถานที่สำคัญที่เป็นต้นเหตุให้เราต้องมาเยือนกันถึงที่นี่ แต่เอ๊ะ...สงสัยกันชิมิคะ ว่าทำไมต้องมากันที่นี่ด้วย หุหุหุ ตามมาๆๆ ค่ะ คำตอบอยู่นี่แล้นนนน
พอเราเดินกันวนจนได้เส้นทางสี่เหลี่ยมกันหนึ่งรอบ ( แล้วจะวนทำไมเนี่ยยย ทำไมไม่ขึ้นมาตั้งแต่ทางขึ้นแรกที่เห็นเล้ยยยย ขึ้นมาก็จะเจอตรงนี้แล้วแท้ๆๆ ไปวนทำไมกันเนี่ยยยยเค้อออ ) ก็จะขึ้นมาเจอกับสถานที่ในรูปนี้เลยคร้า หุหุหุ ด้านบนนี้เป็นทางเข้าหลักของ Yokohama Museum of Art นั่นเองค่า รู้สึกคุ้นๆ ตากับภาพตึกทั้งสาม มุมนี้กันบ้างมั้ยเคอะๆ ติ๊กต๊อกๆๆ ฮั่นแน่!!! นึกมิออก ก็มิเป็นไรคร้า เฉลยอยู่ในภาพถัดไปนี้แล้นนนน โดโซะ...
โฮะๆๆ จำได้กันแล้นนนชิมิเคอะ บริเวณลานนี้พ่อหนุ่มเคตะของเราเดินเล่นเป็นสง่าอยู่ใน PV Yakusoku no kakera นั่นเองเจ้าค่า
สระน้ำที่ใสแจ๋วมากๆ เลยค่า สะท้อนเงาของตึกทั้งสามได้เลย มีบรรดากระถางต้นไม้แนวธรรมชาติๆ ตั้งอยู่ในสระทุกสระในบริเวณนี้เลย สระน้ำแถวนี้ก็ปรากฏตัวอยู่ในพีวี อยู่ด้านหลังเคตะตอนเดินทำมิวสิคนี่แหละเคอะ หุหุหุ
บริเวณทางเข้าของพิพิธภัณฑ์ค่ะ โปรดสังเกตเสาเหล็กข้างละ 2 ต้นนั่นไว้ดีๆ น้อ และป้ายชื่อหินที่อยู่ระหว่างเสาด้านโน้นด้วยคร้า
หุหุหุ เห็นอะไรในภาพนี้มิคะ เสาเหล็ก 2 ต้นที่ว่าไงล่ะคะ แต่ในพีวีทางทีมงานเค้าเซ็ตฉากขึ้นมาโดยเอาเก้าอี้ม้านั่งยาวมาวางปิดป้ายชื่อของสถานที่เอาไว้น่ะเองค่ะ
ส่วนนี่คือ บริเวณลานว่างๆ หลังเสา ที่เห็นอยู่ด้านในฉากหลังของพีวีตอนเคตะเดินๆ นั่นแหละค่า ส่วนด้านในตัวตึกนั้น ตรงบริเวณนี้เป็นร้านขายของที่ระลึกของพิพิธภัณฑ์นี้ค่ะ
ยลกันชัดๆ อีกทีเคอะ
เริ่มจะคุ้นๆ กับมุมแบบนี้บ้างมั้ยคร้า อ่ะ...ติ๊กต๊อกๆๆๆ......ติ๊กต๊อกๆๆๆๆๆๆ..........
โอ้ววววว จะเป็นช็อตไหนไปไม่ได้อีกแล้วววว หลังจากที่พ่อหนุ่มซานต้าริวจังแอบเอาบัตรคริสต์มาสไลฟ์ยื่นให้กับสาวเจ้า ซานต้าที่น่ารักก็หลบไปเปลี่ยนชุดซานต้าออกที่หลังเสา จากนั้นก็เดินมาดเข้มออกมาจากซอกมุมเสานั้นแหละเจ้าค่า จำได้กันหรือยังคร้า โฮะๆๆ
ซานต้าริวจังเดินมาดเข้มแสนเท่ห์ออกมาอย่างน่ารักเชียวคร้า กรี๊ดๆๆๆ
พอวิ่งถ่ายรูปและซึมซับเอาบรรยากาศด้านนอกที่หนุ่มๆ เคยมาเยือนสถานที่แห่งนี้กันพอสมควรแล้ว เราก็ตัดสินใจเข้ามาตากแอร์ภายในตัวอาคารกันดีกว่า เข้ามาด้านในก็จะเจอโถงนิทรรศการแบบนี้ก่อนเลยค่า Yokohama Museum of Art เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยยุคศตวรรษที่ 20 ที่เก็บรวบรวมผลงานศิลปะแนวร่วมสมัย (Contemporary arts) และงานเขียนของนักเขียนที่มีความเกี่ยวเนื่องกับโยโกฮาม่าเอาไว้ รวมทั้งพวกภาพถ่ายหรือภาพวาดศิลปะแนวเซอร์เรียลลิสม์ (Surrealism) ว่าง่ายๆ ก็คือ พวกแนวเหนือจินตนาการที่เสนอแนวคิดที่เน้นหนักในเรื่องจิตใต้สำนึกนั่นแหละค่ะ อย่างพวกภาพเขียนที่มีชื่อเสียงของเจ้าแนวคิดทางด้านนี้อย่าง ซัลวาดอร์ ดาลี นั่นเองค่ะ (เคยได้ยินกันบ้างมั้ยคะเนี่ย ถ้าชอบทางศิลปะ แต่ไม่รู้จักคนนี้นี่แย่เลยอ่ะเคอะ) สำหรับค่าเข้าชมนั้นก็คนละ 500 เยนเจ้าค่ะ
หลังจากเข้าไปวนๆ เล็กน้อยแล้ว ก็ต้องแวะร้านขายของที่ระลึกชั้นล่างก่อนกลับ เพื่อหาของติดไม้ติดมือฝากชาวบ้านเค้าหน่อยอ่ะค่า ภายในร้านก็จะขายพวกงานจำลองที่ระลึกของภาพศิลปะแนวร่วมสมัยที่โด่งดัง โปสการ์ดทั้งแบบธรรมดาและสามมิติ หนังสือนักเขียนมีชื่อของที่นี่ และพวกหุ่นจำลองหรือสิ่งประดิษฐ์หน้าตาแปลกๆ แนวโมเดิร์นมากๆ ก็มีวางขายอยู่ในร้านด้วยค่ะ สำหรับพวกเราก็มาติดใจกับโปสการ์ดแนวสามมิติแบบนี้กันค่ะ
พอแกะออกมาประกอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะหน้าตาแบบนี้เลย
หากมองเข้าไปด้านในผ่านเลนส์รวมภาพแบบสามมิติแล้ว ก็จะเห็นภาพหอคอยบาเบลในรูปลักษณ์สามมิติสวยงามมากจริงๆ ค่ะ แต่นี่ถ่ายออกมาไม่เป็นสามมิติ เพราะมันจะเป็นสามมิติได้ ก็ต้องผ่านดวงตาของเราเท่านั้นเองน่ะค่ะ แบบว่ามันสวยจริงๆ เลยนะคะ เหมือนว่าเราได้มองเข้าไปในโลกยุคโบราณเมื่อครั้งหอบาเบลยังเรืองโรจน์สูงเทียมฟ้าแบบนั้นเลยค่ะ มันเหมือนอยู่ในโลกยุคนั้นเลย เห็นขนาดเรือลำเล็กๆ จากใกล้ไปไกลสุดขอบฟ้า สวยมากๆ เลย โปสการ์ดนี้เป็นภาพเขียนชื่อ The Tower of Babel ผลงานเลื่องชื่อของ Brueghel ค่ะ
มาดูอีกอันกันดีกว่าเนาะ
โดยส่วนตัวเฉยๆ กับงานของแวนโก๊ะนะคะ จริงๆ ตัวเองเป็นคนชอบงานในแนวแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ ถึงแม้แวนโก๊ะเองจะมีผลงานในแนวแบบนี้ด้วย แต่ฝีแปรงเค้าออกแนวรุนแรงทีเดียว ไม่อ่อนหวานเหมือนงานของโมเน่ต์ (โมเน่ต์นี่เป็นศิลปินจิตรกรในดวงใจเลยค่ะ ชอบขนาดเพื่อนที่ไปฝรั่งเศสต้องหาซื้อหนังสือรวมผลงานของโมเน่ต์แบบคอมพรีทเวอร์ชั่นมาให้เลย หุหุหุ ) ก็เลยไม่ค่อยจะประทับใจมากเท่าไหร่ แต่ก็มีบางงานของแวนโก๊ะที่สวยทีเดียวเลยค่ะ อย่างภาพด้านบนนี้เลยค่ะ ภาพ Cafe Terrace at Midnight หนึ่งในผลงานมีชื่อของ Van Gogh นั่นเองค่ะ ที่เลือกภาพนี้ เพราะเวลาทำเป็นสามมิติแล้ว มันเหมือนเราได้เดินอยู่ในย่านกลางคืนที่แสนจะโรแมนติคแบบนั้นเลย มองเข้าไปแล้ว เหมือนโลกในภาพวาดมันมีชีวิตจริงๆ เลยค่ะ สวยงามมากจริงๆ ทั้งสองภาพนี้ ไม่ว่าจะหยิบจับมาดูกี่ทีๆ ก็ไม่เบื่อเลยค่ะ หุหุหุ สนนราคาของโปสการ์ดสามมิติทั้งสองใบนี้ ก็ตกใบละ 525 เยนค่ะ
หลังจากช้อปปิ้งกันในร้านเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินเล่นเพื่อรอเวลาชมไฟไนท์วิวยามหัวค่ำกันล่ะน้อ ถ้าสังเกตดีๆ มุมนี้ก็ไปปรากฏอยู่ในพีวีอีกเพลงหนึ่งของหนุ่มๆ ด้วยนะคะ เดี๋ยวมีเฉลยตอนท้ายๆ อีกรอบคร้า โฮะๆๆ
พอลงมาจากด้านบนของทางเข้าพิพิธภัณฑ์กันแล้ว เอ๊ะ...ตายล่ะ!!! ลืมกดรูปดิจิโฟ้โต้!!! นั่นเป็นสิ่งที่ระลึกขึ้นมาได้ หลังจากเดินเล่นสบายใจกันอยู่นาน เราเลยตัดสินใจเดินหาร้านเซเว่นเพื่อกดรูปดิจิลิมิตเต็ดเวอร์ชั่นที่จะหมดเขตกดกันภายในเที่ยงคืนของวันนี้แล้วววว พอเดินลงมาแป๊บๆ ก็เจอนี่เลยค่ะ Mitsubishi Minatomirai Industrial Museum ก็เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงศิลปะความล้ำยุคทางเทคโนโลยีต่างๆ โดยผ่านประสบการณ์ตรง ก็คือ ผู้เข้าชมจะได้ทดลองเทคโนโลยีเหล่านั้นด้วยตนเองค่ะ อย่างเช่นพวกเครื่องยนต์จรวด แบบจำลองเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และเครื่องบินต่างๆ หรือทดลองเล่นซิมูเลเตอร์การขับอากาศยานต่อสู้ทางเฮลิคอบเตอร์ด้วย ค่าเข้าชมก็คนละ 300 เยนค่ะ
พอดีเห็นปฏิมากรรมที่แสนน่ารักนี้เข้าพอดี อยู่ตรงบริเวณทางเข้า Mitsubishi Minatomirai Industrial Museum นั่นเองค่ะ
พอเดินข้ามมาฟากตรงข้ามของพิพิธภัณฑ์ ก็เจอกับตึก Yokohama Landmark Tower พอดีเลยค่ะ ตึกนี้มีทั้งหมด 70 ชั้น (สูง 296 เมตร ยังสูงกว่ารบปงหงิฮิลล์ซะอีกนะเนี่ย) ตึกนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองโยโกฮาม่าเลยเชียวค่ะ ในตึกก็มีโรงแรมและฮอลล์ต่างๆ และเรายังสามารถชมความงามของโยโกฮาม่าทั้งเมืองได้ที่ Sky Garden บนชั้นที่ 69 ได้อีกด้วยค่ะ ค่าขึ้นชมที่ชั้นนี้ก็คนละ 1000 เยนเจ้าค่ะ แต่สำหรับตัวเองนั้นไม่ได้ขึ้นไปหรอกเคอะ เพราะไหนๆ ก็เคยขึ้นรบปงหงิฮิลล์มาแล้ว แถมยังไทเป 101 อีก ข้าพเจ้าก็ขอตัวไม่ขึ้นไปที่นี่อีกแล้วล่ะเจ้าค่ะ
บริเวณหน้าทางเข้าตึก Yokohama Landmark Tower ค่ะ
แปลงดอกไม้บริเวณแถวๆ หน้าตึกนั่นแหละค่ะ น่ารักดีเคอะ
พอเดินหลบมุมถนนกันมาเล็กน้อย ก็เข้าสู่แนวกำแพงระบายความในใจกันเลยทีเดียวค่ะ กำแพงริมถนนทั้งสายนี้ จะมีแต่ภาพเพ้นท์ลายการ์ตูนรวมถึงอนิเมชั่นบางเรื่องสีสันสุดแสบตายาวเหยียดไปจนสุดบล็อกถนนนี้เลยเชียวค่ะ ว่าแต่...หุหุหุ จะคุ้นๆ กันบ้างมั้ยเอ่ย ว่าแนวกำแพงสีสันสุดแสบนี้ ไปเป็นฉากหลังของพีวีใดของหนุ่มๆ กันเคอะ มันคือพีวีเดียวกับที่ถามไว้เรื่องแนวสังกะสีสีขาวนั่นแหละคร้า หุหุหุ ติ๊กต๊อกๆๆๆ......
ยาวเหยียดดีใช่มั้ยล่ะคะ ยังยาวไกลไปสุดโน่นเลย ตอนที่ถ่ายนี่ เดินผ่านมาหนึ่งบล็อกถนนแล้วนะคะ แบบว่า วาดกันได้ยาวมากๆๆ เลยอ่ะคร้า
ในที่สุด เราก็หลุดพ้นแนวกำแพงนั้นมาจนได้ค่ะ สุดบล็อกถนนสายนั้น ก็จะเป็นสถานีรถไฟใต้ดินพอดีเลยค่ะ Sakuragi-cho Station ค่ะ บริเวณนั้นเหมือนเป็นย่านช้อปปิ้งมีร้านรวงต่างๆ พอสมควร เราก็เริ่มมองหาร้านเซเว่นกันต่อเลย เพราะคิดว่ายังไงย่านแบบนี้ มันน่าจะมีซักร้านบ้างแหละ พอเดินไปมา ก็มาถึงแถวๆ ทางเข้าสถานี Noge Chikamichi สายตาเราก็พลันมองไปเห็น...
กรี๊ดๆๆๆ เจอแล้นนนนคร้า โอ้วว มายยย ก๊อดดด!!! มันอยู่ข้างๆ ทางเข้าสถานีนี้เลยคร้า กรี๊ดๆๆ
และแล้วพวกเราก็เริ่มปฏิบัติการกดภาพดิจิโฟโต้รหัสของวันนั้นกันเลยคร้า หุหุหุ เครื่องนี้ตั้งอยู่หน้าร้านเลยเชียวค่ะ กดไปต้องคอยเล็งไปว่า มีใครมาต่อท้ายจะใช้บริการบ้างแล้วยัง หมายถึง ใช้บริการกดเงินผ่านตู้ด้านหลังนั่นน่ะค่ะ เพราะที่มันแคบมากกกกกกกกก ยืนใช้บริการได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นอ่ะเคอะ
ตู้กดน้ำหยอดเหรียญแถวๆ หน้าร้านเซเว่นนั่นแหละค่า ตอนนี้ตู้กดน้ำโดยมีพรีเซ็นเตอร์เป็ปซี่แบบนี้วางอยู่โดยทั่วไปเลยค่ะ หุหุหุ
พอถึงตอนนี้ ท้องเริ่มกิ่วๆ จ๊อกๆๆ กันแล้วล่ะค่า ก็เลยลองเดินหาร้านที่จะเข้าไปฝากท้องมื้อเย็นนี้ไว้ได้กันเคอะ
ร้านอาหารแถวๆ นั้นล่ะค่ะ จะออกแนวแบบสไตล์ร้านเหล้าญี่ปุ่นโบราณจริงๆ เลย มองเข้าไปมีแต่ผู้ชายทั้งนั้นเลย (ออกแนวมีอายุด้วยอ่ะเคอะ แอบกลัวววว ) ก็เลยไม่กล้าเข้าร้านพวกนี้เลยค่ะ
บริเวณนี้น่าจะเป็นย่าน Noge ที่มีร้านรวงต่างๆ ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นยุคเก่า จะมีพวกโคมไฟแบบญี่ปุ่นประดับอยู่หน้าร้านแทบทั้งนั้นเลย เหมือนย่านคนกลางคืนสมัยก่อนโน้นนั่นแหละค่ะ
ใกล้ๆ กันนั้น ก็มีเหมือนเป็นโรงละครแบบญี่ปุ่นอ่ะค่ะ อ่านชื่อมิออกเลย โยโกฮาม่าอะไรซักอย่างเนี่ยล่ะค่ะ แหะๆ
ถัดมาอีกแป๊บๆ เราก็ตัดสินใจกินมันร้านนี้เลยอ่ะคร้า เพราะถ้าเดินหากันต่อไปอีกล่ะก็ ข้าพเจ้าคงได้นอนยาวตรงนั้นแน่เลยเคอะ จริงๆ ภาพนี้ถ่ายตอนกินกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว โต๊ะตัวที่เจ้าของร้านกำลังเก็บอยู่นั้นคือ โต๊ะที่พวกเรานั่งกันนั่นเองเคอะ หุหุหุ
หน้าตาของทงคัตซึราเม็งที่ช่วยชีวิตยามเย็นมื้อนั้นเอาไว้ได้ อร่อยมากกกกๆๆ เลย แบบว่าชามเบ้อเริ่มมาก สนนราคาก็ 680 เยนคร้า
ส่วนนี่กระดาษเช็ดปากของร้านนี้เจ้าค่ะ น่ารักมากๆ เลย มีภาพหน้าตาของเจ้าของร้านสกรีนใส่ลงไปด้วยนะคะเนี่ย ขอบอกว่า เหมือนมากกกกกกกกกกเลยค่ะ 55555 อ้อ สังเกตว่าร้านราเม็งที่ญี่ปุ่นนี่แปลกดีนะคะ มีหลายร้านเลยที่ทั้งร้านมีคนดำเนินกิจการอยู่แค่คนเดียวเอง แบบร้านนี้เป็นต้นค่ะ คือ คุณลุงคนนี้เป็นทั้งพ่อครัวทำราเม็ง เสิร์ฟอาหาร เสิร์ฟน้ำ เก็บโต๊ะ จานชาม เก็บเงิน รวมทั้งปัดกวาดทำความสะอาดในร้านอีกด้วย หลายร้านเลยนะคะที่เป็นแบบนี้ บางทีก็เป็นคุณป้าคนเดียว คุณลุงคนเดียว สงสัยว่าแล้วลูกหลานไปไหนกันหมดเนี่ย สงสัยกับไลฟ์สไตล์ของพวกเค้าจริงๆ
หลังจากเติมพลังงานกันเรียบร้อย ก็ถึงเวลาเดินชมไนท์วิวย่อยอาหารกันแล้วค่ะ โฮะๆๆ ระหว่างทางที่มุ่งหน้ากลับสู่ย่าน Minato Mirai 21 กัน ไฟของร้านรวงต่างๆ สวยงามมากๆ เลยค่ะ
เดินกันจนมาถึง Cross Gate (ขากลับมานี่ ไม่ได้กลับทางเดิมที่เดินมากันนะคะ เพราะทางกำแพงยาวเหยียดนั่นมันสลัวๆ มากเลยค่ะ) ตึกนี้ก็เป็นหนึ่งในแหล่งพักผ่อนที่มีชื่อ อยู่แถวๆ ทางเข้าสู่ย่าน Minato Mirai 21 เลยค่ะ รูปทรงของตัวตึกดีไซน์เป็นแบบหัวเรือน่ะค่ะ ภายในก็จะมีร้านค้าและร้านอาหารต่างๆ รวมทั้งโรงแรมอีกด้วยค่ะ
ถนนฟากตรงข้ามกับ Cross Gate ค่ะ พอข้ามไป เราก็จะเข้าสู่ย่าน Minato Mirai 21 ยามไนท์โหมดกันแล้วล่ะค่ะ โฮะๆๆ
ข้ามมาก็จะเป็นถนนเลียบแม่น้ำค่ะ เราก็มุ่งหน้าสู่ย่านแห่งสีสันกันเลย
เดินมาไม่นาน เราก็เจอกับความอลังการและความยิ่งใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้า เรือ Nippon Maru หรืออีกชื่อ Swan of the Pacific หากได้เดินเข้าไปใกล้ๆ จะรู้สึกเลยว่า โอ้ เรือในตำนานหรือพวกเทพนิยายนั้นมีอยู่ตรงหน้าแล้วจริงๆ บนโลกนี้ สวยงามประทับใจมากๆ เลยค่ะ ทั้งเงียบสงบและยิ่งใหญ่ ยืนอยู่เฉยๆ มองดูความงามของเรือ ก็ให้รู้สึกสัมผัสได้ถึงกระแสประวัติศาสตร์อันยาวนานที่รายล้อมอยู่ทั่วทุกอณูอากาศรอบลำเรือจริงๆ เลยค่ะ บริเวณนี้เรียกว่า Nippon Maru Memorial Park จะมี Yokohama Maritime Museum อยู่ในบริเวณนั้นด้วย เราสามารถเข้าไปชมภายในเรือได้ด้วยนะคะ ค่าเข้าชมก็คนละ 600 เยน แต่เราไปกันซะมืดแล้ว เรือเปิดจนถึง 18.30 น. เองน่ะค่ะ เลยอดเข้าไปชมด้านในเลย เสียดายมากๆๆๆ เลยยยยย
จากนั้นก็เดินเล่นชมวิวในแม่น้ำกันต่อไป (จริงๆ ต้องเรียกทะเลหรือเปล่าคะเนี่ย เพราะที่นี่มันสร้างตรงทะเลน่ะค่ะ และคงจะลึกน่าดูเลย เพราะขนาดสามารถนำเรือนิปปอนมารูเข้ามาจอดทอดสมอถึงด้านในนี้ได้เลย ก็น่าจะเป็นทะเลมั้ยคะเนี่ย แอบสงสัยอยู่เหมือนกันเคอะ ) ในภาพจะเห็นเหล่าบรรดาเรือสไตล์โบราณที่ติดโคมแดงเอาไว้รอบลำเรือ Yakatabune เป็นเรือที่ให้บริการนำชมวิวบริเวณอ่าวโยโกฮาม่าค่ะ เหมือนว่าจะมีบริการอาหารและการแสดงบนเรือด้วยนะคะ อันนี้ไม่แน่ใจ หากใครสนใจคงต้องลองเช็คดูจากเว็บไซต์ของเรือนี้กันล่ะนะเคอะ
ทิวทัศน์และแสงสียามค่ำคืนบริเวณ Minato Mirai 21 ค่ะ สวยงามมากจริงๆ
จากนั้นพวกเราก็เดินเข้าสู่เส้นทาง Kishamichi Promenade กันค่ะ เส้นทางนี้ยาวประมาณ 500 เมตร เป็นเส้นทางลัดตัดข้ามทะเลบริเวณนี้จาก Sakuragi-cho Station จนถึง Yokohama World Porters ได้เลยค่ะ และบนทางเดินยังสามารถมองเห็นวิวทั้งหมดของบรรดาตึกแลนด์มารค์ทั้งหลายได้อย่างชัดเจนสวยงามเลยค่า
สวยมากๆ เลยล่ะค่ะ โฮะๆๆ เดินไปหลง (ใหล) ไป โฮะๆๆ
วิวจากบนเส้นทางลัดนี่แหละคร้า และรูปนี้ก็เป็นรูปสุดท้ายของกล้องนี้เลย เพราะว่ามัน............... แบ็ตหมดเคอะ
ก็เลยต้องเปลี่ยนอีกกล้อง แต่ว่ากล้องอีกตัวนี่ มันเก่าแล้ว ความไวแสงและชัตเตอร์ทำยังไง แก้ยังไง ก็ถ่ายได้เท่านี้เองล่ะเค้ออ โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ แต่ว่าๆๆ วิวยามกลางคืนนี่ เริ่มจะคุ้นๆ กันบ้างมั้ยเคอะ จากคำถามที่ถามไว้ด้านบนๆๆ นั้นแล้ว รวมกับภาพวิวกลางคืนของตึกทั้งสามนี้ พอจะนึกออกกันแล้วยังคร้าๆๆ โฮะๆๆ มามะๆๆ มาดูกันเคอะ
โฮะๆๆ ใครตอบถูกบ้างคร้า ยกมือขึ้นเร้ววววววววววว ภาพจาก PV Love is the greatest thing ของหนุ่มๆ ล่ะน้อออ หุหุหุ ในภาพก็จะเห็นรั้วแนวสังกะสีสีขาวที่กั้นเขตก่อสร้าง ที่ฉายภาพหนุ่มๆ กำลังเต้นกันอยู่นั่นแหละค่า และภาพตัวตึกทั้งสามรวมทั้งตึกแลนด์มาร์คด้วย เพียงแต่ว่าคงต้องมองจากด้านหลังของตึกทั้งหมด ตรงบริเวณที่ก่อสร้างแถวๆ ป้ายรถเมลล์แสนน่ารักนั่นแหละค่ะ ถึงจะได้มุมตรงกับตำแหน่งของฉากในพีวีพอดิบพอดี แต่ว่านะคะ ถ้าจะให้เดินย้อนกลับไปตรงนั้นก็นะ แบบว่ามัน....สลัวๆ ขมุกขมัวมากๆ เลยอ่ะเคอะ
ทีแรกกะว่าจะย้อนกลับไปจนถึงบริเวณตึกอิฐแดงกันเลยทีเดียว แต่ว่าสังขารเริ่มจะไม่ไหวแล้วเคอะ ตอนนั้นก็ประมาณ 2 ทุ่มได้แล้ว แถมยังมีภารกิจอื่นๆ อีกต้องกลับไปเคลียร์ที่โรงแรมอีกด้วย ไม่รู้จะได้นอนเมื่อไหร่ เลยตัดสินใจกลับที่พักกันดีกว่า จากนั้นก็เดินย้อนกลับมาทางเก่า เพื่อหาสถานีรถใต้ดินกลับกันค่ะ วิวของเรือนิปปอนมารูตอนย้อนกลับมาอีกรอบเคอะ
วนไปมาก็ยังหาไม่เจอเลย ป้ายบอกทางว่าสถานีใต้ดินอยู่ทางนี้ๆๆ ก็ชี้มาทางนี้ๆๆ ตลอด จนมาถึงบริเวณหน้าทางเข้าสวนสนุก Yokohama Cosmo World ป้ายบอกทางชี้ว่าทางนี้ๆๆ ก็หายสาบสูญไปเลยซะงั้น
ฮึกๆๆ ไหนๆ ป้ายมันก็หายไปซะอย่างงั้นแล้ว พวกเราก็เลยหมดแรงกะทันหัน เลยขอพักนั่งเล่นดูไฟของสวนสนุกไปพลางๆ ระหว่างรอป้ายหายตัวกลับมาเคอะ
บริเวณภายในสวนสนุกยามค่ำคืน น่าเดินมากๆ เลยค่ะ แต่ว่า... ขะ... ขะ... ขา ดะ... ดะ... เดี้ยงงงง ละ... แล้ววววววววเค้ออออ
พอได้เวลาประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง ก็สมควรแก่เวลาออกตามหาป้ายล่องหนอีกครั้ง ก็ลองเดินไปมาจนมาถึงตรงบริเวณนี้แหละค่า ในภาพเป็นเหมือนบ้านผีสิงหรือไม่ก็ร้านขายของสยองขวัญน่ากลัวต่างๆ อ่ะนะ ไม่กล้าเข้าไปดูใกล้ๆ เลยค่า พอถึงตรงนี้ เราก็ตัดสินใจข้ามถนนไปอีกฟาก เพื่อหาคนที่เราจะสามารถถามทางได้ รู้สึกว่าตรงข้ามจะเป็นโรงแรม Pan Pacific Hotel Yokohama อ่ะนะคะ พอดีเห็นชายหนุ่มคนนึงยืนอยู่หน้าโรงแรมคิดว่าน่าจะเป็นพนักงานของโรงแรมอ่ะนะ ก็เลยให้น้องสาวถามดูว่าสถานีมันอยู่ตรงไหนกันแน่ พอชายหนุ่มหันมาเท่านั้นล่ะเคอะ แบบว่า โห ลูกครึ่งเลยค่ะ แอบตกใจ หน้าตาดีมากเลย เค้าก็ถามว่า ฟังญี่ปุ่นหรืออังกฤษได้ เราก็ตอบ "English" เคอะ หนุ่มคนนั้นก็ตอบอังกฤษกลับมาอย่างรวดเร็วเลยเชียวค่ะ โอ้ววว แบบว่า ช็อคคุเคอะ ไม่อยากเชื่อเลยว่า จะมีหนุ่มหน้าตาดีแถมอังกฤษเก่งขนาดนี้อยู่แถวนี้พอดิบพอดีเลยเนี่ยยยยย (ก็ตะกี้บอกว่าหน้าตาลูกครึ่งมิใช่เรอะ พูดอังกฤษได้ก็อาจจะไม่แปลกสำหรับลูกครึ่งที่นั่นล่ะมั้งนะ หุหุหุ) ตกลงก็ได้ความมาว่า ป้ายที่มันล่องหนหายไปน่ะ เพราะสถานีรถใต้ดินนั้น มันอยู่ภายในตัวตึกที่เชื่อมติดอยู่กับตึกโรงแรมนี่เองล่ะเคอะ อยากจะกรี๊ดๆๆ แล้วใครมันจะไปรู้ได้ล่ะเค้อออว่ามันอยู่ในตึกกกกก ป้ายไม่เห็นจะมีลูกศรชี้ว่า จงเข้ามาในตึกๆๆๆ เล้ยยยยยยย
สุดท้ายก็หาสถานีรถใต้ดินเจอกันจนได้ ก็เลยถ่ายตารางอัตราค่าโดยสารเส้นทางต่างๆ ไว้เป็นที่ระลึกซักหน่อยล่ะน้อ จะได้สะดวกสำหรับการคำนวณเส้นทางและค่าโดยสารในอนาคตข้างหน้า หุหุหุ
ตารางเส้นทางเดินรถอีกสายเจ้าค่ะ จากนั้นพวกเราก็นั่งรถใต้ดินเส้นทาง Minatomirai Line จากสถานี Minatomirai Station ถึงสถานี Yokohama Station ค่าโดยสารรอบนี้ 180 เยนค่ะ พอมาลงที่สถานีเรียบร้อย ก็ตรงกลับที่พักโรงแรมกันเลย ระหว่างเดินๆ ไป สายตาก็พลันสะดุดเข้ากับป้ายสัญลักษณ์เลข 7 ที่คุ้นตาใกล้ๆ กับโรงแรมซะอย่างงั้น ฮึกๆๆ ชิแล้นนนคร้า ก็ร้านเซเว่นที่เราเดินตามหากันจนขาแทบขวิด ที่ไหนได้ มันดันมีอยู่แถวๆ ที่พักซะอย่างง้านนนนนน โฮฮฮฮฮฮฮฮฮ อ่ะนะเคอะ วันอื่นๆ จะได้ไม่ต้องวิ่งหาร้านเซเว่นกันให้วุ่น เพราะยังไงก็กลับมากดแถวที่พักได้ทันแน่ๆ ฮึกๆๆ จากนั้นก็แวะเข้าร้านสะดวกซื้ออีกแห่งหนึ่ง เพราะมันราคาถูกกว่าเซเว่นนั่นเองเคอะ โฮะๆๆ ก็ซื้อพวกกาแฟสตาร์บัคส์แบบถ้วยๆ มาม่าถ้วยแล้วก็น้ำชา เผื่อเอาไว้กินรอบดึกยามหิวต่อไปเคอะ โฮะๆๆ  . ก็เป็นอันว่าทริปเยือนโยโกฮาม่าวันแรกก็สิ้นสุดลงด้วยความสุขสนุกสนานปนอาการขาเดี้ยงตามติดมาเป็นระยะๆ วันพรุ่งนี้สิเคอะ คอนเสิร์ตวันแรกของหนุ่มๆ w-inds. ที่โยโกฮาม่ากำลังจะเริ่มขึ้น ภารกิจการเตรียมของให้หนุ่มๆ ยังรออยู่ในเช้าวันพรุ่ง เพราะงั้นคืนนี้... โอยาสุมิ มินนะซัง... ราตรีสวัสดิ์ คืนค่ำแห่งโยโกฮาม่าคร้า 
.
|