Trip to Yokohama for w-inds. Live Tour 2008
Yamashita Park & Yokohama Red Brick Warehouse
โฮะๆๆ วันนี้ก็รีบมาอัพอย่างรวดเร็วอีกแล้วเจ้าค่า (นี่เร็วแล้วเรอะ ) เอาล่ะน้อ ไม่พูดมากล่ะค่า เราไปเที่ยวกันต่อเลยดีกว่า หุหุหุ
หลังจากออกจากอาคาร Yokohama International Passenger Terminal มาแล้ว ก็ย้อนกลับมาทางเดิมเจ้าค่ะ แต่ตอนขาไปเรารีบกันมากเลยไม่ทันได้สังเกตอะไรรอบด้านเลย พอตอนขากลับนี่ ไม่รีบแล้ว เลยเดินชมถนนไปเรื่อยๆ ก็เพิ่งสังเกตเห็นว่า บริเวณนี้โดยรอบจะมีพวกศิลปะภาพวาดหรือปฏิมากรรมต่างๆ วางเรียงรายโชว์อยู่โดยรอบ ในภาพก็เป็นภาพวาดของบริเวณนี้ในสมัยก่อน เป็นช่วงที่โยโกฮาม่าเปิดท่าเรือติดต่อกับชาวต่างชาติในช่วงแรกๆ เลยน่ะค่ะ ภาพนี้ติดไว้อยู่ใต้สะพานลอยเองค่ะ ตอนที่ถ่ายรูปนี้ ก็มีไกด์ชาวญี่ปุ่นกำลังพานักท่องเที่ยวชมและอธิบายภาพวาดนี้อยู่เช่นกัน
พอหันไปมองด้านฝั่งตรงข้าม ก็เห็นภาพวาดอีกรูปติดอยู่ใต้สะพานลอยอีกเช่นกัน
จากนั้นสายตาก็พลันสะดุดเข้ากับศิลปะบนพื้นถนน บริเวณแถบนี้จะมีกระเบื้องปูถนนที่มีลวดลายบ่งบอกถึงเอกลักษณ์และสัญลักษณ์ต่างๆ ของเมืองโยโกฮาม่าปูติดโชว์เป็นระยะๆ ไปตลอดสองฟากฝั่งถนนจนถึงบริเวณสวนยามาชิตะเลยล่ะค่ะ สวยงามจริงๆ ในภาพก็โชว์ความงามของกระเบื้องที่ให้รายละเอียดทางประวัติศาสตร์ว่าท่าเรือแห่งนี้เปิดมาตั้งแต่ปีใด
พอเดินกลับมาถึงทางแยกเดิม พวกเราก็เลี้ยวซ้ายมุ่งสู่สวนยามาชิตะกันทันที จะมีป้ายบอกทางไปสวนอยู่เป็นระยะๆ ค่า ไม่หลงแน่ๆ หุหุหุ จริงๆ ในภาพตั้งใจถ่ายรูปรถสีเขียวรูปร่างน่ารักนั่นล่ะค่ะ แต่ว่ากดชัตเตอร์ไม่ทันเล้ยยยยย
ระหว่างทางไปสวนยามาชิตะ ก็จะมีกระเบื้องปูถนนแบบนี้ปูลาดโชว์อยู่อย่างสวยงามเลยเชียวค่ะ
นี่ก็อีกลายนึงเจ้าค่ะ เป็นภาพของสถานที่สำคัญต่างๆ ในบริเวณย่านกลางเมืองโยโกฮาม่าน่ะค่ะ
และนี่ก็มาแบบแพ็คเกจเลยเคอะ ในภาพจะเห็นมีรูปของรองเท้าแดงด้วย รองเท้าแดงนี่ถือเป็นสัญลักษณ์และของฝากที่ระลึกของโยโกฮาม่าด้วย... เอ๊ะ ทำไมน่ะหรอคะ หุหุหุ สำหรับคำตอบ รอเฉลยอยู่แล้วในสวนยามาชิตะนั่นแหละค่ะ
ส่วนในแพ็คเกจนี้ ก็เปลี่ยนจากรองเท้าแดงมาเป็นรองเท้าเกี๊ยะแทน เหมาะกับช่วงหน้าร้อนแบบนี้จริงๆ เลยเชียว มิน่า ใครก็ไม่รู้ พอมาเล่นที่นี่ก็รีบเปลี่ยนใส่รองเท้าเกี๊ยะให้เข้ากับคอนเซ็บต์เมืองซะงั้นเลย
นี่ก็อีกแบบนึงเคอะ เป็นภาพสถานที่สำคัญต่างๆ เช่นกัน ในภาพมุมล่างขวาสุดจะเห็นรูปของโดมอาคารสามหลังที่ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในย่านนี้เลยทีเดียว ตึก Jack, Queen & King Towers
ส่วนแพ็คเกจนี้อย่างน่ารักเลยค่ะ ขนาดใหญ่มาก มีภาพสถานที่สำคัญ เรือ รถม้า สัญลักษณ์ต่างๆ รวมทั้งทิศทั้งสี่ที่อยู่ตรงกลางนั่นด้วยค่ะ ทำได้สวยจริงๆ สำหรับแพ็คเกจนี้ อยู่ตรงบริเวณทางขึ้นหน้าฮอลล์ Kanagawa Kenmin Hall ที่อยู่ตรงข้ามกับสวนยามาชิตะพอดิบพอดีเลยเจ้าค่ะ
หลังจากชื่นชมกับความงามบนพื้นทางเดินไปเรียบร้อย พวกเราก็ข้ามถนนไปยังอาคารเป้าหมายอีกฟากนึงค่ะ ในภาพจริงๆ ตั้งใจจะถ่ายภาพรถลากประจำเมืองนี้ แต่คนลากเค้าลากเร็วมากเลยค่ะ แบบไม่น่าเชื่อเลย แรงเยอะมากจริงๆ ตอนที่ถ่ายนั้น ทั้งคนนั่งและคนลากหันมาโบกมือและส่งเสียงทักทายข้าพเจ้าด้วย 5555 น่ารักมากเลยค่ะ แอบตกใจเลยกดชัตเตอร์ไม่ทันซะงั้นเลย ในบริเวณสวนยามาชิตะ จะมีบริการรถลาก ลากพานักท่องเที่ยวชมเมืองและแวะตามสถานที่สำคัญต่างๆ โดยสนนราคานั้นจะคิดเป็นชั่วโมงๆ ค่ะ แต่จำไม่ได้ว่าราคาประมาณเท่าไหร่ น่าจะหลายพันเยนทีเดียว แต่หากอยากได้บรรยากาศการชมเมืองแบบสไตล์ยุครุ่งเรืองแห่งท่าเรือนี้ ก็ขอแนะนำให้ลองนั่งดูซักครั้งก็ดีนะเคอะ จะได้บรรยากาศแบบโบราณเลยทีเดียวเชียว (มันก็คงจะประมาณว่า ไปเวนิส แต่หากไม่ได้นั่งเรือกอนโดร่า ก็คงเหมือนไปไม่ถึงเวนิสนั่นแหละเจ้าค่ะ )
ข้ามถนนกันมาแล้ว หากมองไปทางขวามือด้านตรงข้าม ก็จะเห็นย่านร้านอาหารต่างๆ ซึ่งแฟนๆ ที่มาดูไลฟ์คราวนี้ ใช้นั่งรอพักผ่อนเล่นกันตลอดสองวันนี้เลยเจ้าค่ะ ในภาพจะเห็นร้านที่มีป้ายสีแดงๆ ติดอยู่ด้านบน นั่นแหละค่ะ คือร้านอาหารฝรั่งเศสที่ข้าพเจ้าจะพาทุกท่านเข้ายลโฉมในเอนทรี่ถัดๆ ไปนะเจ้าคะ อ๊ะ แต่อย่าเพิ่งคิดว่ามัน "แพง" แน่ๆ ขอบอกก่อนเลยเคอะ ราคาอาหารฝรั่งเศสที่นี่ถูกกว่าร้านฟาสต์ฟู้ดในย่านนี้อย่างไม่น่าเชื่อเลย ไว้เข้าไปชมพร้อมๆ กันแล้วกันค่า
และพอมองมาทางด้านซ้าย ก็เจอนี่เลยค่ะ เป้าหมายของเราที่เราจะต้องมาเยือนที่นี่ถึงสองวัน Kanagawa Kenmin Hall ที่หนุ่มๆ w-inds. ใช้เป็นที่เปิดการแสดงคอนเสิร์ตฤดูร้อนปี 2008 นี้
ป้ายชื่อฮอลล์แบบชัดๆ เคอะ ตรงบริเวณด้านบน หลังพุ่มไม้เขียวชอุ่มนั้น ก็เป็นบริเวณให้แฟนๆ เข้าแถวซื้อของหน้าคอนกันนั่นแหละค่า หุหุ
หลังจากสำรวจและชมความงามของฮอลล์ยามไร้ผู้คนจนพอใจแล้ว พวกเราก็ข้ามถนนกันกลับมาเส้นทางเดิม เพื่อชมความงามภายในสวนยามาชิตะกันต่อไป ในภาพเป็นป้ายบอกทางไปยังอาคารตึกอิฐแดง และสวนที่ข้าพเจ้าอยากจะกรีดร้องว่า ทำไมไม่อ่านให้มันดีๆๆ ก๊อนนน ก็สวนนี้แหละค่ะ ที่คาดว่าจะเป็นสวนที่หนุ่มๆ เค้าใช้เป็นสถานที่ถ่ายภาพลงในแพมหน้าคอนปีนี้ เคตะเองก็มีพูดไว้ในคอนด้วยว่า เป็นสวนที่อยู่ใกล้ๆ กับฮอลล์เลย แต่ไม่ใช่สวนยามาชิตะ ก็คิดไปมามันก็มีอยู่แต่สวนนี้นั่นแหละค่า ที่สามารถมองมาแล้วเห็นมารีนทาวเวอร์ได้ด้วย แต่... ไม่ได้ป๊ายยยย
ป้ายแผนผังภายในสวนยามาชิตะ อยู่ตรงทางเข้าสวนเลยค่ะ
ภายในสวน ก็ยังสามารถมองไปเห็นเรือ Royal Wing ที่จอดอยู่ตรงท่า Osanbashi Pier ได้เลยค่ะ
แถมยังสามารถมองเห็น Yokohama Marine Tower จากตรงนี้ได้ด้วย แต่ว่าน่าเสียดายที่หอแห่งนี้ ตอนนี้ปิดปรับปรุงซ่อมแซมอยู่น่ะค่ะ เลยอดขึ้นไปชมความงามด้านบนกันเลย สำหรับหอประภาคารมารีนแห่งนี้ ถือเป็นประภาคารบนแผ่นดิน (ไม่ใช่ที่ทำยื่นไปในทะเลนั่นแหละค่ะ) ที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูงถึง 106 เมตรค่ะ และกำหนดซ่อมแซมแล้วเสร็จนั้นในปี 2009 ซึ่งจะได้เปิดฉลองพร้อมกันในโอกาสที่โยโกฮาม่าครบรอบ 150 ปีแห่งการเปิดเมืองท่าค่ะ
พอเดินเล่นกันมาอีกแป๊บๆ ก็จะเห็นเรือแห่งประวัติศาสตร์ Hikawa Maru จอดลอยลำอยู่ตรงท่าในสวนนี้เลยค่ะ เดี๋ยวเราค่อยไปชมกันใกล้ๆ นะคะ ตามมาๆ...
ระหว่างทางเดินไปดูเรือกัน ก็เห็นต้นสนญี่ปุ่นเรียงกันสามต้นแบบนี้เลย น่ารักเชียวค่ะ
ภายในสวนยามาชิตะนั้น จะมีพวกปฏิมากรรมวางโชว์เรียงรายอยู่มากมาย ปฏิมากรรมเหล่านี้เป็นที่ระลึกสำหรับการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างชาติกับอเมริกา โดยส่วนใหญ่เป็นของขวัญจากรัฐซานดิเอโก้ อเมริกาค่ะ
ภาพมุมกว้างของ Water Guardian Statue ที่ตั้งอยู่กลางสวนเลยค่ะ น้ำพุนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนระดับความแรงและความสูงไปเรื่อยๆ เลย กว่าจะรอถ่ายภาพได้ นานมากเลยเคอะ เพราะมันเดี๋ยวสูงๆ ต่ำๆ ตลอดเวลาเล้ยยยยย
ตรงนี้น่าจะเป็นเพลงมาร์ชของทหารเรือญี่ปุ่นน่ะค่ะ แบบเดาจากตัวคันจิเอาอ่ะนะเคอะ และด้านหลังนั่นค่ะ เป้าหมายของเรา...
เรือ Hikawa Maru เรือแห่งประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างในปี 1930 เคยถูกใช้เป็นเรือพยาบาลในสมัยนั้น และกลายเป็นเรือโดยสารหลังสงคราม ถือเป็นสัญลักษณ์ของท่าเรือโยโกฮาม่าเลยค่ะ เดิมมีอีกชื่อเรียกว่า Queen of the Pacific และยังเคยได้มีโอกาสต้อนรับบุคคลสำคัญในราชวงศ์ต่างๆ รวมทั้งนักแสดงหนังเงียบผู้โด่งดัง Charlie Chaplin ด้วย
หลังจากชมความยิ่งใหญ่ของเรือ Hikawa Maru กันจนจุใจแล้ว ก็ออกเดินเล่นต่อเลยเคอะ เดินไปมาก็มาเจอกับสิ่งนี้เลย เราให้ชื่อกันว่า "ศิลปะจากคอนเทนเนอร์"
จากนั้นข้าพเจ้าก็ไต่ขึ้นเนินมาคนเดียวเจ้าค่ะ เพราะน้องสาวละลายไปกับความร้อนของสวนตรงม้านั่งยาวตัวนึงนั่นแล้วค่ะ โฮะๆๆ ด้านบนเนินสูงนั้น ก็มีปฏิมากรรมอีกหลากหลาย แต่มันร้อนมากจนเหนื่อย จนเริ่มหมดอารมณ์อยากถ่ายรูปซะแล้ว แถมข้างบนยังเงียบมากๆๆ เลยค่ะ เดินขึ้นไปมีหนุ่มญี่ปุ่นคนนึงนั่งเฉยๆ อยู่ จนข้าพเจ้าไม่กล้าอยู่นาน แอบกลัวซะงั้น เลยรีบลงมาซะก่อนเนี่ยล่ะเคอะ
พอลงมาก็เจอะเข้ากับกลุ่มรถลากชมเมือง ที่รอรับนักท่องเที่ยวกันอยู่ตรงบริเวณนี้เลย แบบว่าหน้าร้อนนี่ หนุ่มๆ ญี่ปุ่นผิวเข้มคล้ำกันมากเลยอ่ะค่า เห็นแล้วก็นะ เฮ้อออ มิน่า ใครก็ไม่รู้หน้าร้อนทีไร ดำคล้ำมันทุกทีเล้ยยยย ท่องไว้ๆๆ ไปว่ายน้ำๆ ตกปลาๆ ปีนเขาๆ
จากนั้นก็เดินตะลุยกันต่อเลยเคอะ พวกเราก็ย้อนกลับไปทางเดิม เพื่อมุ่งสู่อาคาร Yokohama Red Brick Warehouse ระหว่างทางก็เห็นปฏิมากรรมอยู่โดยตลอด แต่ว่า ข้าพเจ้าหมดแรงจะเดินเข้าไปถ่ายใกล้ๆ แล้วอ่ะค่ะ เหนื่อยมากๆ เลย
เดินไปมาก็เห็นดอกไม้ประจำสวนนี้เลยค่ะ คิดว่าน่าจะเป็น ดอกลาเวนเดอร์ อ่ะนะคะ เพราะมันเหมือนมาก แต่ถ้าไม่ใช่ก็ไม่รู้แล้วอ่ะค่ะ แต่คิดว่าน่าจะนะ เพราะมันบานกันในหน้าร้อนที่ฮอกไกโดนั่นแหละค่า
ห้องน้ำสาธารณะภายในสวนค่ะ แบบมันสะอาดมากกกกกกกเลยจริงๆ เห็นแล้วก็ให้นึกถึงห้องน้ำในไทยเรา
ถึงแม้จะอยู่ภายในบริเวณสวน แต่อากาศมันอบอ้าวร้อนแสบผิวมากเลย และลมจากทะเลมันทำให้ตัวเหนียวเหนอะหนะจริงๆ เลยค่ะ
อ๊ะ ลืมกันไปแล้วยังคะ ที่ว่าคำตอบของปริศนารองเท้าแดงนั่นน่ะคืออะไร หุหุหุ และคำตอบก็รอทุกท่านอยู่ในรูปนี้แล้วล่ะค่า สาวน้อยที่นั่งมองออกไปยังมหาสมุทรอันเวิ้งว้างราวกับรอคอยใครซักคนที่จะกลับมาหาเธออีกครั้ง...ซักวัน The Girl with Red Shoes หรือสาวน้อยรองเท้าแดงนั่นเองแหละค่า รูปปั้นนี้ก็เป็นของขวัญแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมจากอเมริกาเช่นกัน และรองเท้าแดงของเธอนั้น ก็ยังถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของฝากของที่ระลึกแบบพวกพวงกุญแจ ตุ๊กตาหรือขนมของโยโกฮาม่าด้วยค่ะ
พอเดินกันมาจนสุดทางของสวนแล้ว ก็จะเห็น Osanbashi International Passenger Terminal อีกรอบค่ะ
และเมื่อพวกเราใกล้จะเป็นลมแดดกันแล้ว ก็มองเห็นโอเอซิสอยู่เบื้องหน้าพอดีเลยคร้า ร้าน Happy Lawson ภายในสวนค่ะ แต่ว่าราคานี่แพงกว่าร้านปกติหน่อยอ่ะค่า แต่แบบถ้าไม่ซื้อ ก็คงสลบอยู่หน้าร้านแทนนั่นแหละเคอะ สุดท้ายก็เลยได้โค้กเย็นๆ มาขวดนึง สนนราคาก็ 147 เยน ซึ่งร้านทั่วไปจะขายประมาณ 120 เยน และที่โรงแรมที่พักขายในราคาพิเศษ 100 เยนเคอะ
หลังจากได้โค้กช่วยชีวิตกันมาคนละขวด พวกเราก็มุ่งหน้าสู่เป้าหมายต่อไปเลยเคอะ
เส้นทางนี้มีชื่อเรียกว่า Yamashita Rinkosen Promenade เป็นเส้นทางเดินที่ทำขึ้นเลียบทะเลจากสวนยามาชิตะ และข้ามทะเลบริเวณอ่าวโยโกฮาม่ามุ่งสู่บริเวณอาคาร Akarenga หรือ Yokohama Red Brick Warehouse ที่เป็นจุดหมายของเราต่อไปเคอะ
ระหว่างทางสังเกตเห็นป้ายบอกระยะทางแบบพิเศษค่ะ น่ารักมากเลย ทำเป็นรูปร่างตอไม้สร้างจากอิฐตัดขวาง บอกระยะทางว่า ตึกอิฐแดงอยู่ไม่ไกลแล้ววววว อีกเพียง 550 เมตรเท่าน้านนนนน
แผนที่บริเวณศูนย์กลางของเมืองโยโกฮาม่าทั้งหมด ติดแสดงอยู่ระหว่างทางเดินค่ะ
และแล้วประมาณบ่ายแก่ๆ แดดยังเปรี้ยงๆ ได้ที่ พวกเราก็มาถึงตึกอิฐแดงในฝันซะที อาคาร Akarenga หรือ Yokohama Red Brick Warehouse No. 1 & 2 สถานที่ที่หนุ่มๆ w-inds. มาเปิดการแสดงแฟนคลับอีเว่นท์ฤดูหนาวปี 2003 ตรงบริเวณลานกว้างนี้นั่นเองเคอะ พอดีในวันนั้นมี Red Brick Festival งานเทศกาลไอศครีมจัดตรงลานนี้พอดีเลยค่า
Red Brick Warehouse No. 2 (อาคาร 2 นั่นแหละคร้า) ภายในมีร้านค้าทั้งหมด 32 ร้านและร้านอาหารด้วย สินค้าที่ขายภายในอาคารมีทั้งของที่ระลึกเกี่ยวกับโยโกฮาม่า ร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับต่างๆ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สปา ร้านขายสินค้าจากฮาวาย รวมทั้งร้านขายกาแฟและสินค้าจาก "ไทย" ด้วยค่ะ
ยลกันกว้างๆ อีกทีน้ออออออ
ร้านขายไอศครีมภายในเต้นท์เจ้าค่ะ จัดอยู่ตรงหน้าอาคาร 1 เลย
Red Brick Warehouse No. 1 (อาคาร 1 นั่นแหละคร้า) สวยงามสมเป็นสัญลักษณ์ของเมืองโยโกฮาม่าจริงๆ เลยค่า อาคารทั้งสองหลังนี้ถือเป็นหนึ่งในอาคารอิฐแดงที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่นเลยเชียวค่ะ
บริเวณทางเข้าอาคาร 2 ค่ะ หลังจากเดินถ่ายรูปจนใกล้จะเป็นลมอีกรอบแล้ว ก็ขอเข้าไปตากแอร์เย็นๆ ข้างในดีกว่าเคอะ
ศิลปะบนบานประตู แบบมันดูคลาสสิคมากเลย ทำได้เหมือนแบบประตูของยุโรปยุคกลางเลยอ่ะค่า หุหุหุ
หลังจากเดินเล่นดูสินค้าต่างๆ ภายในอาคาร 2 เรียบร้อยแล้ว ก็แว่บมาถ่ายรูปอีกมุมนึงของตัวอาคาร 2 อีกด้านนึงกันค่ะ จากนั้นพวกเราก็เริ่มกางแผนที่ไปยังจุดหมายต่อไปกันเลย
ใกล้ๆ กับบริเวณตึกอิฐแดงนั้น ก็มีเรืออีกลำจอดอยู่ใกล้ๆ ค่ะ ดูสวยงามอลังการจริงๆ ถ้ากางใบหมดล่ะก็ ต้องเหมือนพวกเรือสำเภาสีขาวทั้งลำแน่เลยค่ะ แต่อันนี้ไม่ทราบค่ะว่าเป็นเรืออะไร เพราะจะเดินไปดู ก็มิไหวแล้วอ่ะค่า
และจุดหมายต่อไปของพวกเรานั้น ก็นั่นเลยค่า ย่านแลนด์มาร์คแสนมหัศจรรย์ Minato Mirai 21 Area ที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้าของพวกเราอีกไม่ไกลแล้ว... . To be continued
.
|