.。+:*・゚★.. Heart of windS ..☆゚・*:+。.
Trip to Yokohama for w-inds. Live Tour 2008...Kanagawa Kenmin Hall 8-12 Aug. 2008

Trip to Yokohama

for w-inds. Live Tour 2008

Kanagawa Kenmin Hall 8-12 Aug. 2008 

 

 

 โฮะๆๆ ทาไดอิม๊า~~ (  เย้ยยยย เพิ่งจะมาพูดคำนี้เรอะ มันกี่อาทิตย์กันแย้วววเคอะ)  555 อ่ะนะคะ ถึงจะมาอัพช้า แต่ก็ยังดีกว่าไม่มาเลยชิมิ โฮะๆๆ ทริปคราวนี้ก็เช่นเดิมอีกแล้วล่ะนะเคอะ ยังไงๆ ชีวิตนี้ก็คงไม่สามารถจะหลุดพ้นวงจรเที่ยวญี่ปุ่นไปได้แน่ๆ ปีนี้ก็เช่นเดิม หลังจากเห็นตารางทัวร์ของหนุ่มๆ w-inds. ออกมา ก็ตัดสินใจซื้อตั๋วแฟนคลับด้วยยูสสมาชิกของตัวเองเป็นครั้งแรก (ก่อนหน้าปีโน้นๆๆ ก็ฝากๆ ชาวบ้านเค้าเป็นธุระหาตั๋วมาให้น่ะคะ เหอๆ) จริงๆ ปีนี้ก็กะจะไปที่เดิมเหมือนกับปีที่แล้ว เพราะว่างช่วงนั้นอีกเช่นกัน แต่ดั๊นนนน เมืองเดิมนั้น หนุ่มๆ เค้าเล่นไลฟ์กันแค่รอบเดียว ก็เลยไม่คุ้มที่จะไปเลย แถมตอนนั้น รอบต่อมา ไปเล่นที่อิชิกาว่า (เอิ่ม มันอยู่ไหนเคอะ  ได้ข่าวว่ามันอยู่ห่างจากเมืองที่เล่นรอบเดียวนั้นไปคนละฟากฝั่งแผ่นดินฝันกันเลยทีเดียว) และช่วงนั้นตามกำหนดเดิม มีประชุมใหญ่พอดี แต่อยู่ๆๆๆ มันดันยกเลิกประชุมมมม อยากจะบ้าตายยยย ไม่งั้นข้าพเจ้าก็จะไปดูที่เมืองเดิม (อุทจึโนะมิยะ) และไปต่ออิชิกาว่าได้เลย แถมยังจะได้ดูหนุ่มๆ เล่นกันอยู่ตรงโรงยิมกว่า 2 ชั่วโมงอีกด้วยยยย โฮฮฮฮฮฮฮฮ ทำไมจะยกเลิกประชุม ไม่ยกเลิกให้มันเร็วกว่านี้ฟร้า  สุดท้าย ก็ตัดสินใจไปดูที่โยโกฮาม่าแทน เพราะเป็นช่วงหยุดยาววันแม่พอดี และก็ไม่ไกลจากโตเกียวมาก แถมยังไม่เคยไปซะด้วย เลยสบโอกาสนี้ได้ทั้งเที่ยวทั้งดูคอนของหนุ่มๆ ไปพร้อมๆ กันเลย โฮะๆๆ

 

 


 

ทริปโยโกฮาม่าคราวนี้ ก็ไปกับน้องสาวแค่สองคนเช่นเคย พวกเราออกเดินทางจากบ้านกันตอน 2 ทุ่มของวันที่ 7 สิงหาคม ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิด้วยความรู้สึกโหวงเหวงวิเวกวิโหวเหว เนื่องจากพวกเราเอาพวกสายชาร์ตและอุปกรณ์อื่นๆ ของโน้ตบุ๊คมา แต่ดันลืมหยิบโน้ตบุ๊คมาด้วย  แต่ไม่เป็นไร ยังไงที่โรงแรมก็ยังมีเน็ตให้เล่นฟรีได้ เพียงแต่อาจไม่ค่อยสะดวกเท่านั้น เพราะคนรอใช้กันค่อนข้างเยอะ จากนั้นก็รีบไปเช็คอินกระเป๋า ตอนช่วงเช็คอินกระเป๋า มีเรื่องฮาได้อีก จังหวะที่พนักงานแอร์กราวน์ของ JAL ยื่นใบบอร์ดดิ้งพาสและพาสปอร์ตคืนมาให้ เธอก็ทักว่า "เอ่อ ขอโทษนะคะ ทำไมหน้าตาคุ้นจังเลยคะ" เอิ่มมม ข้าพเจ้าก็แอบงง "เอ่อ ไม่นี่คะ ไม่คุ้นเลยค่ะ"  (มีคนบอกว่า ทำไมตอบใจร้ายจริงๆ) เธอก็ว่าต่อ "เอ แต่คุ้นหน้าจัง บ้านอยู่แถวไหนหรอคะ"  "เอ่อ ก็แถวๆ ใกล้ๆ กับสนามบินนี่เลยค่ะ" เธอก็ยังทำหน้างงๆ อยู่ เหมือนจะนึกให้ออกให้ได้ แต่ขอยืนยันนอนยันว่า ข้าพเจ้าไม่คุ้นเลยจริงๆๆๆ นะ ขนาดถามน้องก็ยังบอกว่าไม่คุ้นเหมือนกัน เฮ้อออ จากนั้นก็รีบยิ้มๆ แหะๆ ด้วยไม่รู้จะว่าเยี่ยงไร รีบรับพาสปอร์ตและตั๋ว และก็รีบชิ่งออกมาอย่างด่วน 5555 พอผ่านด่านตม. เรียบร้อย ก็แสตนด์บายรอเครื่องออกกันเลย

 

พอได้เวลา 22.25 น. สายการบิน JAL เที่ยวบินที่ JL 718 ก็พาพวกเราบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ และแลนดิ้งอย่างปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนาริตะ ในเวลา 6.30 น. ของเช้าวันที่ 8 สิงหาคม... อรุณสาง ณ เจแปน...

 

อาหารเช้าบนเครื่องสไตล์ญี่ปุ่น ตอนตี 4.30 น. เห็นเขียนว่าแบบ โอชะ อะไรซักอย่างเนี่ยแหละค่ะ ก็จะมีโจ๊กหมูสับ แล้วก็โอชะ พวกของดอง ไข่หวาน แฮมแบบเย็นๆ ราเม็งเย็น โยเกิร์ตผลไม้รวม น้ำส้มและกาแฟยามเช้าค่ะ (ของปีที่แล้วจะเป็นโจ๊กปลาหมึกอร่อยมากเลย)

หลังอาหารเช้า พวกเราก็อยู่เหนือน่านฟ้าเมืองนาริตะ ประเทศญี่ปุ่นกันแล้วค่ะ ไม่นานเครื่องก็ลงจอดที่สนามบินตอน 6.30 น. และผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองต่างๆ เรียบร้อย พอมารับกระเป๋า น้องสาวตาดี (จริงๆ ก็เรียกให้ดูตั้งแต่ในรถไฟชัทเทิ่ลระหว่างอาคารแล้วล่ะค่ะว่า "ดูเร็วๆ นั่นใช่ ไผ่ ที่เล่นละครช่อง 7 ใช่มั้ยนั่น" เอิ่ม แล้วข้าพเจ้าจะรู้จักมั้ยคะ คือ ไม่เคยดูหนังหรือละครเป็นชิ้นเป็นอันเลย  ) พอตอนรับกระเป๋าเสร็จ คุณไผ่ กับทีมงานที่มาด้วยกัน ก็ยืนอยู่ตรงนั้นพอดี น้องก็แสนจะกล้าจริงๆ (มันกล้าตลอดดดดเล้ยยยย  ) เดินเข้าไปขอเค้าถ่ายรูปด้วยเลย แต่ถ่ายไปได้รูปเดียว เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นรีบพุ่งมาเลยเคอะ บอกว่าห้ามถ่ายรูปภายในบริเวณนั้น พวกเราก็เลยได้แค่ทักทาย และถามโน่นนี่เล็กน้อย และก็ต้องอำลาคุณไผ่และทีมงานไปในตอนนั้นเอง แต่ดูพวกเค้าจะตกใจว่า พวกเรามาดูคอนเสิร์ตถึงที่ญี่ปุ่นเลยเรอะ และถามใหญ่ว่าวงไหน อะไร ยังไงบ้าง 55555 แอบเขิน

จากนั้นพอออกมาด้านนอก ก็เจอเคาท์เตอร์ขายบัตรรถลีมูซีนบัส อยู่ตรงข้ามกับประตูพอดิบพอดี พวกเราก็เลยรีบไปสอบถามราคาและซื้อบัตรกันทันที เป้าหมายของพวกเราคือ YCAT (Yokohama City Air Terminal) ในเมืองโยโกฮาม่า สำหรับบัตรรถลีมูซีนบัสนี้ มีแบบไปหรือกลับเที่ยวเดียว (one way ticket) ราคาเที่ยวละ 3500 เยน แต่ถ้าซื้อแบบไป-กลับ (round trip ticket) ราคารวม 6300 เยน เรียกว่าประหยัดไปได้ตั้ง 700 เยนแน่ะค่ะ หุหุหุ   อ้อ แต่ว่าตั๋วแบบไป-กลับนี้ ต้องใช้ไปและกลับภายในระยะเวลา 30 วันเท่านั้น แต่พวกเราไปแค่ 5 วันแบบนี้ก็โอเคสุดๆ เลยเคอะ

ภาพนี้ถ่ายตอนอยู่บนรถแล้วค่ะ สีเลยจะออกมาแปลกๆ เพราะถ่ายผ่านฟิล์มติดกระจกรถน่ะค่ะ ในรูปจะเห็นสวนหินสไตล์ญี่ปุ่น แนวคิดเซนประมาณนั้นเลย สวนนี้อยู่ตรงหน้าอา คารเทอร์มินอล 2 บริเวณที่รอรถลีมูซีนมารับนั่นเอง

ภายในรถลีมูซีนบัส (แบบ Keisei Bus) ที่จะนำพวกเราสู่เมืองท่าโยโกฮาม่าในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า พอ 7.30 น. รถก็ออกจากเทอร์มินอล ซึ่งตามเวลาเฉลี่ย ต้องใช้เวลาประมาณ 90 นาที ก็จะถึงที่โยโกฮาม่า แต่ว่าวันนั้น บนทางด่วนรถติดมากเลย กว่าจะไปถึงที่ YCAT ก็ราวๆ 2 ชั่วโมงได้ ถึงประมาณ 9.40 น.

บรรยากาศและทิวทัศน์ระหว่างทางในเมืองนาริตะ มีแต่ความเขียวจริงๆ เลยเคอะ

หลังจากหลับไปตื่นนึง รู้สึกตัวอีกที ก็เข้ามาในอุโมงค์แบบนี้แล้วเคอะ แบบให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในหนัง ฮอลลีวู้ดที่รถของพระเอกนางเอกแล่นหนีผู้ร้ายเข้ามาในอุโมงค์กว้างๆ แบบนี้เลย นั่งๆ ไปรู้สึกเลยว่า ทำไมอุโมงค์มันยาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกแบบนี้เนี่ย คือ มันยาวมากจริงๆ นะคะ นั่งไปนี่ รู้สึกเหมือนว่า อยู่ในอุโมงค์กว่า 10 นาทีได้ เรียกว่าญี่ปุ่นเค้าสร้างอุโมงค์ตัดเขากันได้ยาวมากๆ เลยค่ะ น่าทึ่งจริงๆ

สุดท้ายก็หลุดออกมาจากอุโมงค์ที่แสนยาวนั่นจนได้ พอออกมาแล้วเท่านั้น ภาพตรงหน้าก็ทำเอาพวกเราอดที่จะตื่นเต้นกันไม่ได้เลย เพราะเบื้องหน้าคือ บรรดาตึกแลนด์มาร์คสัญลักษณ์แห่งเมืองโยโกฮาม่าที่เราชินตาแต่ในหนังสือและ เว็บไซต์ตอนหาข้อมูล ได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าแบบ มิติ ไม่ใช่แค่ 2 มิติอีกต่อไปแล้วววว  ภาพนี้ถ่ายตอนรถวิ่งอยู่บนสะพาน Yokohama Bay Bridge ค่ะ

สะพาน Yokohama Bay Bridge มีชื่อเสียงมากและเป็นสะพานแขวนยึดด้วยสายเคเบิ้ลที่ยาวที่สุดในโลก ด้วยความยาว 860 เมตร เริ่มเปิดใช้เมื่อปี 1989 ในภาพถ่ายตอนที่เพิ่งข้ามสะพานมาหยกๆ เองค่ะ  

ไม่นาน รถบัสก็พาเราสู่ YCAT พอลงรถและรับกระเป๋าเรียบร้อย ก็หาทางออกจากตัวตึก ซึ่งวนไปมาพักนึงได้ 555 จนหาเจอทางเชื่อมระหว่างตึกนี้กับสถานี Yokohama Station จนได้ (เชื่อเถอะว่า ต่อให้มีแผนที่อยู่ในมือ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยเคอะ แผนที่กับสภาพจริงมันช่างต่างกันเหลือเกิ๊นน ต้องใช้ปากหาหนทางอย่างเดียวเลยค่ะ เฮ้อออ ) สุดท้ายก็หาทางออกทาง West Exit เจอจนได้ และก็เริ่มคลำทางไปโรงแรมที่ยังจิ้นไม่ออกกันต่อไป เหอๆ

ตามแผนที่นะคะๆ แจ้งว่า เราต้องใช้เวลาเดินจากทางออกตะวันตกของสถานีถึงโรงแรมประมาณ 8 นาที แต่ว่า... ข้าพเจ้าลืมไปเคอะ  นั่นมัน 8 นาทีคนญี่ปุ่น แต่สำหรับคนไทยเล่าเคอะ ที่ยังไม่รู้หนทางแถมต้องลากกระเป๋าแสนหนัก หน้าตาโรงแรมเป็นไงก็ไม่ยู๊ จาก 8 นาที บวกกับเวลาที่ไปหลงเล็กน้อย เลยกว่าจะไปเยือนถึงโรงแรมได้ก็ใช้เวลาไปร่วมๆ 30 นาทีเลยทีเดียว

เฮ้ออ สุดท้ายก็มาถึงจนได้ค่า... โรงแรมที่เราจะใช้พักผ่อนหย่อนกายตลอดระยะเวลา 4 คืนที่ญี่ปุ่นนี้ เป็นโรงแรมในเครือเดียวกับที่เคยมาใช้พักตอนเมื่อปีที่แล้ว Toyoko Inn Yokohama Nishi-guchi (โรงแรมอยู่ใกล้ๆ สถานีโยโกฮาม่าทางด้านตะวันตก วันที่ 2 ตอนเดินเล่น เพิ่งจะมาเจอเส้นทางลัด เขียนไว้ว่า ทางไปสถานีโยโกฮาม่า 1.1 กิโลเมตร  ) แบบว่าเมื่อปีที่แล้วติดใจจากที่ไปพักที่ Toyoko Inn Utsunomiya Eki Mae ก็เลยมาใช้เครือเดียวกับคราวที่แล้วต่อที่นี่เลย แต่ว่า... แบบที่นี่เล็กมากเลยค่ะ และไม่ค่อยจะทันสมัยเท่าที่อื่น คิดว่าคงเปิดมาก่อนนานแล้ว แล้วก็อาหารเช้าไม่ใช่แบบญี่ปุ่นด้วย แบบผิดคาดและผิดหวังเล็กน้อย ไว้จะให้ดูรูปอาหารเช้าในเอนทรี่ถัดไปนะเคอะ หึหึหึ ในรูปถ่ายที่หน้าโรงแรม แบบโรงแรมติดริมถนนใหญ่เลยค่ะ

หลังจากผลักประตูเข้ามา ก็จะเจอเคาท์เตอร์เช็คอินตรงหน้าแบบนี้เลย พวกเรามาถึงกันตอนประมาณ 10.10 น. ได้ แต่เวลาเช็คอินของโรงแรมคือ 16.00 น. เราก็เลยต้องฝากกระเป๋าไว้ที่เคาท์เตอร์ก่อน แล้วก็จ่ายค่าที่พัก 4 คืนให้เรียบร้อยก่อนออกไปท่องเที่ยวต่อไป ที่นี่ค่าที่พักห้องคู่แบบดับเบิ้ลรูมราคา 8190 เยนต่อคืน (ก็คนละ 4095 เยนต่อคืน)

หลังจากแจ้งเช็คอินเรียบร้อย ทางโรงแรมก็มีของขวัญให้แขกที่มาพักเลือกคนละ 1 ชิ้นด้วย (ทำไมปีที่แล้วไม่มีเนี่ยยยย  ) จริงๆ มีให้เลือกหลายอย่างมากเลย ที่จำได้ ก็มีถุง Eco bag ถุงเท้าแบบมีนิ้ว กล่องใส่ของจุกจิก ผ้าเช็ดหน้า แล้วก็ชุดเครื่องเขียนแบบในรูปนั่นแหละค่า พอดูไปดูมาแล้ว ก็เลยเอาชุดเครื่องเขียนดีกว่า แบบเป็นคนชอบของที่สามารถนำมาใช้ได้ประจำวันน่ะค่า โฮะๆๆ  นอกจากนี้ ถ้าเป็นผู้หญิงมาเข้าพัก ทางโรงแรมก็จะมีเตรียมเซ็ทเครื่องสำอางค์ของใช้สำหรับผู้หญิงให้คนละ 1 เซ็ทด้วย ในเซ็ทก็จะมีพวกโลชั่นต่างๆ หลายรูปแบบ แล้วก็พวกสำลีก้าน แผ่นทำความสะอาด รวมทั้งผ้าคาดผมแบบไหมพรมถักซึ่งมีประโยชน์มากตลอดเวลาที่อยู่นี่เลยเคอะ หุหุหุ แต่ว่า... ดันลืมถ่ายรูปไว้เลยค่ะ แหะๆ

จากนั้น พนักงานฟร้อนท์ของโรงแรมก็นำจดหมายที่ส่งถึงข้าพเจ้ามายื่นให้ แบบอยากจะกรี๊ดตรงนั้น เพราะจดหมายเจ้าปัญหาฉบับที่ 2 นั่นแหละค่ะ ในที่สุด มันก็มาร่อนลงที่โรงแรมอย่างปลอดภัยจนได้ แทบจะทำเอาภาวะเครียดลงกระเพาะของ ข้าพเจ้ากำเริบก่อนมาญี่ปุ่นซะแล้ว  สรุป บัตรคอนทั้งสองวันก็มาอยู่ในมือเรียบร้อยโรงเรียนวินส์จนได้ แถมบัตรวันที่ 2 ที่เกือบมีปัญหานั้น ที่นั่งยังดีกว่าวันแรกซะอีกด้วย เห็นชัดกว่าเยอะเลย  ถ้ามันเกิดหายไปจริงๆ ข้าพเจ้าจะพลีชีพที่อ่าวโตเกียวมันซะเล้ยยยย

รวมทั้งหนังสือแฟนคลับเล่มล่าสุด ก็ส่งมาถึงอย่างเรียบร้อยสวยงามเลยทีเดียวค่า โฮะๆๆ

สภาพภายในห้องพัก 1010 ชั้นที่ 10 ขวามือคือห้องน้ำค่ะ

วิวด้านนอก จากหน้าต่างห้องพักเลยค่ะ โรงแรมนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสายนี้น่ะค่ะ

 

หลังจากทำธุระกับทางโรงแรมเสร็จแล้ว พวกเราก็เริ่มออกเดินทางเริ่มทริปวันแรกกันเลยค่า โฮะๆๆ  ทริปแรกของวันนี้ เริ่มจากการหาข้อมูลเมืองโยโกฮาม่า แล้วต้องมาสะดุดใจกับแผ่นพับจากทางเว็บด้านล่างเลยว่า อยากไปลองซักครั้งนึงในชีวิตดูซิว่า มันจะเป็นยังไงบ้าง

 

ใช่แล้วค่ะ มันคือ Boat Trip นั่นเอง เคยอ่านเจอว่า ถ้าไปโยโกฮาม่าแล้วไม่ได้ทำ 3 อย่างนี้ล่ะก็ แปลว่า คุณไปไม่ถึง หนึ่ง ก็คือ เยือนย่านแลนด์มาร์คล้ำยุค Minato Mirai 21 area สอง ล่องเรือชมอ่าวโยโกฮาม่า และสาม นั่งเฮลิคอปเตอร์ทัวร์เมืองโยโกฮาม่า  55555 อันนี้ก็ไม่คอนเฟิร์มนะคะ อ่านเจอมาเฉยๆ อย่าซีเรียส แต่ยังไงก็ตาม การล่องเรือชมอ่าว ก็ถือเป็นทริปแพลนที่ได้รับการแนะนำจากทางเว็บไซต์ของเมืองโยโกฮาม่าเลยที เดียว ในภาพจะเห็นมีรูปแสดงเส้นทางการเดินเรือ และแพลนเวลาการเดินเรือ รวมทั้งการซื้อบัตรและอาหารที่มีบริการบนเรือด้วย

 

 

จริงๆ แล้วทริปทางเรือในเมืองโยโกฮาม่านั้น มีให้เลือกใช้บริการอย่างมากมายหลายรูปแบบ แต่พวกเราเลือกที่จะโดยสารเรือนี้กันค่ะ Royal Wing ด้วยสโลแกน Only One Entertainment Restaurant Ship in Japan 

 

 

เมื่อมีแพลนตามนั้นแล้ว พวกเราก็รีบออกจากโรงแรม ตอนประมาณ 10.30 น. เพราะไม่รู้ว่ากว่าจะหาทางไปขึ้นเรือได้นี่ ยังจะต้องหลงทางหรือเสียเวลาตามทางไปอีกเท่าไหร่ และยังต้องไปขึ้นเรือให้ทันก่อนเวลา 11.40 น. อีกด้วย (เรือรอบเที่ยงจะออกจากท่า 12.00 น. ต้องขึ้นเรืออย่างช้าสุด 20 นาทีก่อนเรือจะออก ก็คือ 11.40 น. นั่นแหละค่ะ)

เราก็รีบเดินกันกลับมาที่สถานีโยโกฮาม่า แล้วนั่งรถไฟใต้ดินเส้นทางพิเศษ Minatomirai Line ไปลงที่สถานี Nihon-Odori Station (เส้นทางพิเศษนี้ เราจะใช้กันตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่เลยทีเดียวเชียว เพราะฮอลล์ที่เราจะไปดูหนุ่มๆ เล่นคอนกัน ก็ต้องลงสถานีนี้เช่นกันเคอะ และมันก็ยังแพงพิเศษอีกด้วย   แต่จะไม่ใช้ก็ไม่ได้ เพราะมันผ่านแต่ย่านสำคัญๆ ทั้งนั้นเลยอ่ะค่ะ เฮ้อออ ราคาตั๋วจากสถานีโยโกฮาม่าจนถึงนิฮงโอโดริ ก็ 200 เยนค่ะ) แล้วก็รีบออกทางประตูทางออก Exit 3 มุ่งหน้าไปตามป้ายบอกทางไปยัง Yamashita Park พอถึงทางแยกก็จะมีป้ายบอกต่อไปยังเป้าหมายของเรา Osanbashi Pier เดินต่ออีกประมาณ 300 เมตร ก็จะมาถึง Yokohama International Passenger Terminal แล้วก็ตรงดิ่งไปที่ชั้น 2 เคาท์เตอร์ขายตั๋วกันเลยค่ะ (จริงๆ ก็คือ โถงที่เดินเข้ามานั่นแหละค่ะ แต่เผอิญมันเรียกเป็นชั้น 2 เพราะชั้นล่าง คือ ท่าที่ใช้ขึ้นลงของเรือนั่นเอง เคาท์เตอร์ขายตั๋วเปิดตั้งแต่ 9.00-21.30 น.)

 

 

หลังจากซื้อตั๋วกันเรียบร้อย ก็ได้เวลาขึ้นเรือพอดิบพอดีเลยค่ะ แบบเวลาเฉียดฉิวมากๆ เลย เค้าเปิดให้ขึ้นเรือตอน 11.40 น. สำหรับค่าโดยสารเรือ Royal Wing ราคาจะไม่เท่ากัน แล้วแต่รอบเวลาน่ะค่ะ ถ้ารอบกลางวัน (Lunch time cruise) และรอบเย็น (Dinner time cruise) ผู้ใหญ่ 2100 เยน เด็ก 1050 เยน แต่ถ้ารอบน้ำชายามบ่าย (Tea time cruise) ผู้ใหญ่ 1600 เยน เด็ก 800 เยน ที่ราคาต่างกัน คิดว่าเป็นเพราะระยะเวลาการเดินเรือต่างกันด้วยน่ะค่ะ สำหรับรอบกลางวันนี้จะใช้ระยะเวลาประมาณ 1.45 ชม. (12.00-13.45 น.)

ส่วนค่าโดยสารเรือนี้ ไม่รวมค่าอาหารมื้อต่างๆ บนเรือนะคะ ซึ่งเค้าจะมีหลายเซ็ทหลายเมนูให้เลือกมากมาย ก็จะเรียกเก็บต่างกันไป พวกเราเลือกแบบบุฟเฟ่ต์อาหารจีน (มันมีแต่อาหารจีนอ่ะค่ะ เพราะเรือนี้เค้าดังด้านเชฟอาหารจีนมือทองเลยล่ะค่ะ) ราคาคนละ 3600 เยน รวมกับค่าโดยสารตะกี้ก็ 5700 เยน สำหรับเรือรักอ่าวสวรรค์ลำนี้ 

 

 

และนี่ค่ะ โฉมหน้าเรือ Royal Wing ที่เราจะนั่งล่องอ่าวโยโกฮาม่ากันยามเที่ยงร้อนๆ นี้

 

 

เส้นทางลงสู่ชั้น 1 เพื่อไปขึ้นเรือนั่นเอง ทำได้เหมือนลงไปสู่อุโมงค์มิติมหัศจรรย์มากๆ เลยค่ะ หุหุหุ  จริงๆ ดีไซน์ของตัวอาคาร Yokohama International Passenger Terminal นี้ ออกแบบได้เก๋และล้ำสมัยมากๆ เลย เหมือนอยู่ในอาคารยุคจรวดกันเลยทีเดียว สำหรับท่าเรือแห่งนี้ ถือเป็นประตูสู่ญี่ปุ่นทางเรือที่มีความสำคัญอย่างมากมาตั้งแต่ยุคเปิดท่าเรือโยโกฮาม่าเลยเชียวค่ะ และแถมปีหน้าจะมีการจัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อฉลองการเปิดเมืองท่าโยโกฮาม่าสู่โลกภายนอกครบรอบ 150 ปี ในปี 2009 นี้ด้วย

 

 

ที่ระลึกก่อนขึ้นเรือกันค่ะ ตัวเลขด้านล่างเรียงกันสวยเชียวเคอะ 

 

 

หลังจากขึ้นเรือกันแล้ว ก็รีบตรงดิ่งขึ้นชั้น 3 ของเรือด้วยอาการหน้ามืด มุ่งหน้าสู่ห้องอาหารกันทันที ตรงหน้าห้องอาหาร Freesia ที่เราจะไปทานบุฟเฟ่ต์กัน ก็มีตู้หยอดเหรียญขนมคิตตี้จังแบบนี้ตั้งอยู่เลยค่ะ น่ารักจริงๆ หุหุหุ 

 

 

วิวด้านนอกจากหน้าต่างห้องอาหารค่ะ ถ่ายระหว่างนั่งรอเวลาเรือออกกับเวลาที่จะเรียกเชิญให้ตักอาหารกันได้ จาก ตรงนี้ สามารถมองเห็นเรือแห่งประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เรือ Hikawa Maru และหอคอยที่สูงเด่นเป็นสง่านั้น Yokohama Marine Tower ซึ่งตอนนี้มารีนทาวเวอร์กำลังปิดปรับปรุงอยู่ค่ะ ส่วนสวนสีเขียวข้างหน้านั้นคือ Yamashita Park ค่ะ

 

 

แผ่นเมนูรายการเครื่องดื่มบนโต๊ะอาหารค่ะ ซึ่งจะไม่รวมอยู่ในค่าอาหารนะคะ หากอยากดื่มพวกโค้ก น้ำอัดลมต่างๆ หรือเหล้า เบียร์ ไวน์ ต้องสั่งต่างหากน่ะค่า แต่ว่า ในชุดบุฟเฟ่ต์ก็จะมีน้ำเปล่ากับชาจีนร้อนไว้บริการฟรีอยู่แล้ว พวกเราก็เลยไม่สั่งเครื่องดื่มเพิ่ม 

 

 

พอเรือออกไปได้แป๊บนึง พวกเราก็เริ่มไปตักอาหารกัน ตอนเห็นครั้งแรกแบบว่าอลังการมากเลยเคอะ บุฟเฟ่ต์เป็นสไตล์อาหารจีนกวางตุ้ง แนวติ๋มซำและอาหารจีนอื่นๆ ติ๋มซำของที่นี่อร่อยมากเลยค่ะ ไม่เหมือนติ๋มซำทั่วไปในไทย แล้วก็มีพวกซุปหูฉลาม เกี๊ยวน้ำแบบปักกิ่ง และพวกเป็ดย่าง หมูกรอบ หมูแดง กับอาหารจีนซีฟู้ดและอื่นๆๆ อีกที่จำไม่ได้แล้วค่ะ พร้อมของหวานและผลไม้หน้าตาแบบบ้านเราที่คนญี่ปุ่น โต๊ะข้างๆ ไม่เคยเห็น จนต้องเรียกพนักงานมาถามว่าคืออะไร เพราะเธอกินไปแล้วตกใจว่ามัน อร่อยมากเลย 555555 ที่จริง มันคือ "เงาะ" ค่ะ  แล้วก็มีพวกกล้วย ลิ้นจี่ มังคุด ซึ่งแต่ละโต๊ะคว้ามาเรียบเลยเคอะ สงสัยคงจะเป็นของแปลกที่ยังมีหลายคนไม่รู้จัก แต่เรื่องราคานั้น ผลไม้พวกนี้ตามห้างหรือร้านคอมบินิทั้งหลายราคาแพงเอาการ จริงๆ ค่ะ อย่างกล้วยนี่ ร้าน 7-11 แถวโรงแรม ขายลูกละ 100 เยนเลยค่ะ

 

 

ระหว่างทานอาหารกันไป เรือก็ล่องผ่านใต้สะพาน Yokohama Bay Bridge และแล่นออกบริเวณอ่าวโตเกียว จากนั้นก็จะตีโค้งและวกกลับมาเส้นทางเดิม

 

 

นั่งทานกันไป ก็จะมีพนักงานบนเรือมาคอยเล่นเกมส์หรือแสดงโชว์ต่างๆ รวมทั้งเล่นเปียโนและร้องเพลง เพื่อเอนเตอร์เทนแขกในห้องอาหารด้วย ในภาพพนักงานสาวโชว์ความสามารถในการเป่าลูกโป่งและบิดดัดเป็นรูปสัตว์น่ารัก ต่างๆ ลูกโป่งชมพูนั้น ก็กลายเป็นหมาพุดเดิ้ลน้อยน่ารักเชียวค่ะ

 

 

สำหรับโต๊ะของเรา เธอเป่าและจับดัดบิดออกมาเป็นรูปหมีน้อยสีเขียวน่ารักมากเลยเคอะ หุหุหุ ข้าพเจ้าก็หอบเอากลับมาไทยด้วย แต่เสียดาย ตอนนี้หมีแฟ่บไปเรียบร้อยแล้วอ่ะเคอะ ฮึกๆๆ

 

 

พอทานกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็พากันเดินสำรวจเรือกันเลยเคอะ พวกเราก็มุ่งหน้าขึ้นสู่ชั้นดาดฟ้าของเรือเพื่อชมวิวยามเที่ยงเปรี้ยงๆ แบบนี้เลย 55555

 

 

ตรงระเบียงทางเดินของเรือที่เชื่อมกับทางท้ายเรือ จะมีทางขึ้นสู่ชั้นดาดฟ้าได้ วิวตอนนี้เป็นจังหวะที่เรือกำลังตีโค้งตรงบริเวณย่าน Minato Mirai 21

 

 

ไกลลิบๆ นั่น สะพาน Yokohama Bay Bridge ที่เราเพิ่งผ่านมากันน่ะค่า

 

 

ขึ้นมาตรงบริเวณชั้นดาดฟ้าของเรือกันแล้วค่ะ จะเห็นวิวมุมกว้างของเมืองโยโกฮาม่าที่สวยงามมากจริงๆ ค่ะ แต่อยากจะบอกว่า ร้อนนนนนนนนนนนนนนน มากกกกกกกกกกกกกกกเลยค่า   แบบว่า แดดที่ญี่ปุ่นต่างจากแดดที่บ้านเราเลย แบบมันร้อนแบบแสบร้อนมากเลย ข้าพเจ้าตัวดำกลายเป็นผิวคนละสีภายในวันเดียวอย่างชัดเจน มันร้อนแบบเหมือนโดนเผาเกรียมแบบนั้นอ่ะค่า เพิ่งจะมารู้ว่า อากาศวันนั้นร้อนถึง 37 องศาเลย แดดมันเผาได้แสบจริงๆ เลยเคอะ 

 

 

หลังจากทนอยู่ด้านนอกได้ไม่ถึง 10 นาที ก็ไม่ไหวแล้วเคอะ รีบลงมาหาที่เย็นๆ แวะร้านขายของฝากที่ระลึกบริเวณชั้นล่างของเรือกันดีกว่าเนาะ แต่จะบอกว่า ไม่รู้จะซื้ออะไรเลยค่ะ แบบเพิ่งแวะเที่ยวเป็นที่แรกด้วย เลยคิดว่าไว้ไปหาเอาจากที่อื่นๆๆ ก็ได้ ยังมีอีกหลายที่ต้องไปอี๊กกก 5555   อ้อ บริเวณด้านหน้าของร้าน มีซุ้มให้เล่นเกมส์จับสลากกันด้วย แต่ข้าพเจ้าโชคไม่มีเลยเคอะ เฮ้อออ  จับได้ไพ่หมีพูห์ซะงั้น ฮึกๆๆ เค้าอยากได้โมเดลเรือลำนี้อ่ะ แง๊ๆๆ

 

 

หลังจากแวะร้านขายของที่ระลึกกันแล้ว ก็เดินออกมาด้านนอกของชั้นล่างกัน ภาพด้านหน้าที่เห็น ก็คือตัวอาคาร Yokohama International Passenger Terminal ที่เรือกำลังจะเข้าจอดเทียบท่าในเวลาอีกไม่นานแล้ว

 

 

พอเรือจอดเรียบร้อย พวกเราก็ย้อนกลับขึ้นสู่ทางเดิม พร้อมกับโบกมืออำลาเรือ Royal Wing เพื่อมุ่งสู่จุดหมายต่อไป (โบกมือ เพราะบรรดาลูกเรือพากันโบกมือบ๊ายบายกันอย่างพร้อมเพรียงทีเดียวเชียวเคอะ หุหุหุ )

 

 

บริเวณภายในโถงของ Yokohama International Passenger Terminal หลังจากที่กลับขึ้นมาจากชั้นล่างแล้ว ก็จะมีร้านค้าขายของที่ระลึกเกี่ยวกับ โยโกฮาม่าเรียงรายอยู่บริเวณนี้เลยค่ะ

 

 

ตู้แสดงโมเดลของเรือ Royal Wing ค่ะ

 

 

บริเวณโถงชั้นที่ มองไปด้านขวามือ จะเห็นเคาท์เตอร์สีขาวๆ ที่ขายบัตรโดยสารเรือ Royal Wing รวมทั้งเรืออื่นๆ ด้วยค่ะ

 

 

โมเดลของเรือแบบสำเภาจีน ที่ตั้งแสดงอยู่บริเวณอีกฟากของโถงชั้นที่ 2 นี้

สำหรับความประทับใจกับการล่องเรือครั้งแรกในชีวิตนั้น สนุกมากเลย ถึงแม้ว่าจะเป็นเรือขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่ความรู้สึกของการได้ปลดปล่อยอารมณ์ไปกับภาพมหาสมุทรอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ที่อยู่ตรงหน้านั้น ก็ทำให้จิตใจสงบดีเหลือเกิน แต่สำหรับน้องสาวที่เคยขึ้นเรืออันดามันปริ๊นเซสมาแล้ว มันก็บอกว่า "เฮ้อ พี่เรา ช่างน่าสงสารซะจริง " ( เย้ยยย จะบอกว่า ลำแค่นี้ก็ดีใจแล้วงั้นใช่ม๊ายยยยยยย  )

 

 

หลังจากออกมาจากตัวอาคารกันแล้ว ก็เห็นเป้าหมายต่อไปของพวกเรากันทันทีตรงหน้าเลยค่า ย่าน Minato Mirai 21 Area และอาคาร Akarenga หรือ Yokohama Red Brick Warehouse ที่หนุ่มๆ w-inds. เคยมาเปิดการแสดง Fanclub Event ฤดูหนาว ปี 2003 ตรงบริเวณลานกว้างนอกอาคารกันไงล่ะเคอะ โฮะๆๆ และแล้วปฏิบัติการตามรอยหนุ่มๆ ก็กำลังจะเริ่มขึ้นในตอนหน้า...

 

แล้วเจอกันใหม่ ยามเมื่อลมพัดหวนท่าเรือแสนงามแห่งนี้... มาตาเน๊~~

 

 

Comments

Post a comment














Only the blog author may view the comment.


Trackbacks
Trackbacks URL
http://windsheart.blog124.fc2.com/tb.php/152-10e1b1d4
Use trackback for this entry.

Profile

...★ Chiewy ★...

Author:...★ Chiewy ★...
..+:*~...My heart & soul's gone with w-inds. last forever...~*:+..



Music Box



Calendar

10 | 2009/11 | 12
Su Mo Tu We Th Fr Sa
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 - - - - -



Category



Latest Entries



Latest Comments



Latest Trackbacks



My Ads. Box



Counter



Online Counter



Counter II



Weather Forecast



My Visitors



Monthly Archive



Link

add link



Add Friend Form

Add this person to blog friend